นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย บรรลุเป้าหมาย เร่งผลักดันความร่วมมือพลังงาน-ปุ๋ย
นายกฯ พอใจการเยือนรัสเซีย บรรลุเป้าหมาย ร่วมรับรองปฏิญญาคาซาน 2026 พบผู้นำชาติต่าง ๆ เร่งผลักดันความร่วมมือพลังงาน ก๊าซ และปุ๋ย พร้อมเชื่อมอาเซียน-ยูเรเซีย
วันนี้ (19 มิ.ย. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบความสำเร็จในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 โดยใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ประชาชนไทย
ตลอดการเยือนนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN-Russia Business Forum และนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค โดยชูจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจสีเขียว
นายกรัฐมนตรียังได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดของภาคเอกชนไทยในอนาคต
ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวคิด “3Rs” ได้แก่ Regionalism, Resilience และ Relevance โดยเน้นบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ การที่ผู้นำอาเซียนและรัสเซียร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน-รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” 2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ. 2026-2030 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในะระยะต่อไป
nอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และภาคธุรกิจของรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและภูมิภาคยูเรเซีย
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพเป็นรากฐานสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันส่งเสริมความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่และยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค
ในโอกาสเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนสะท้อนว่ารัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเจรจา Thai-EAEU FTA เพื่อเพิ่มความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การเกษตร พลังงาน สาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุน รวมถึงการติดตามการลงนามความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูตินเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวถึงการเยือนไทยในฐานะแขกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำ พร้อมย้ำถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับรัสเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของทั้ง 2 ประเทศ
การเยือนสหพันธรัฐรัสเซียในครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาสำคัญ ตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว













