POLITICS

‘จุรินทร์‘ มอง ร่าง พ.ร.บ. งบ 68 เป็นเป็ดขี้เหร่ ให้ฉายา ‘เศรษฐา‘ “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ”

‘จุรินทร์‘ มอง ร่าง พ.ร.บ. งบ 68 เป็นเป็ดขี้เหร่ ให้ฉายา ‘เศรษฐา‘ “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ” ชี้ ดิจิทัล วอลเล็ต จากนโยบายเรือธง เป็นเรือเกลือ เปรียบรัฐบาลเป็นรถยนต์ หนึ่งพวงมาลัย สองคนขับ

วันนี้ (19 มิ.ย. 67) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนเองขอทำหน้าที่ฝ่ายค้าน การที่การเบิกจ่ายงบปี 67 ล่าช้าไปกว่า 7 เดือน ส่งผลการลงทุนน้อย และเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือ 2.5% หากมีโครงการการดิจิทัล วอลเล็ต ก็คาดการณ์ว่าโตเพิ่มขึ้น 0.25% เท่านั้น ส่วนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 68 รัฐบาลนี้ทำเองแน่นอน รวมถึงใส่งบกลางในการทำโครงการการดิจิทัล วอลเล็ต มาด้วย มากกว่าของปี 67 กว่า 7.8% ภาพรวมทั้งขี้หก และขี้เหร่

นายจุรินทร์ ยกตัวอย่างความขี้เหร่ที่หนึ่ง คือ รายได้ หากรายได้น้อย รายจ่ายมาก ทำประเทศเป็นหนี้มาก ต้องไปกู้มา จึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีจะทำรายได้เพิ่ม ซึ่งอาจหมายความว่ารายได้สุทธิ เมื่อเปรียบเทียบของปี 67 และ ปี 68 ก็ลดลง ไม่สอดคล้องกับคำพูดที่บอกไว้กับรัฐบาล

ความขี้เหร่ที่สอง การขาดดุลงบประมาณ เพิ่มขึ้น 24.9% วงเงิน 865,700 ล้านบาท หรือ 1 ใน 4 ของงบประมาณ และขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เกือบชนวินัยการเงินการคลัง ซึ่งภายใต้รัฐบาลนี้ หากอยู่ครบ 4 ปี ยังคิดจัดการขาดดุลเพิ่ม ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นทุกปี ดูได้จากแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568 – 2571) เป็นภาระที่จะเกิดกับประเทศ

ความขี้เหร่ที่สาม ต้องกู้เงินมาแจกให้เพียงพอในโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ใน 2 ปี 1.9 ล้านล้านบาท ปีนี้เห็นว่าเป็น “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ” ยังกู้หนักเหมือนเดิม

ความขี้เหร่ที่สี่ การตั้ง GDP สูงเกิน จากเดิมประเมินในปี 67 ไว้ที่ บวก 4.1% และปี 68 บวก 4.9% และนำฐานสูงเกินจริงมาคำนวณ จึงเป็น GDP ฟองสบู่

”โครงการดิจิทัล วอลเล็ต จากนโยบายเรือธงวันนี้ กลายเป็นนโยบายเรือเกลือไปแล้ว สัญญาจะทำทันที นี่เวลาล่วงเลยมาเท่าไหร่ ผมทวงถามแทนประชาชนทุกครั้ง เพราะตั้งหลักว่า เมื่อพรรคการเมืองไปสัญญากับประชาชนไว้แล้ว ต้องมีความรับผิดชอบ“ นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดรัฐบาลแถลงว่าแจกแน่ในไตรมาส 4 แจกรวดเดียว ไม่แบ่งก้อน แปลว่า ถ้าไม่ได้เงินครบ 5 แสนล้านก็จะยังไม่แจก โดยเงินจำนวนนี้จะนำมาจาก 3 แหล่งสำคัญ คือ งบปี 67, งบปี 68 และจากธกส. แสดงว่ารัฐบาลยังไม่มีเงินเลยสักบาท นี่คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งมีการของบ 67 เอาไว้ ไม่เหมือนตามเป้าที่แถลง จึงมองว่าอาจไปใช้งบฉุกเฉิน เพราะหากใส่จำนวนเงินดังกล่าวไปในการเบิกจ่ายของงบปี 67 จะทำให้ค่า GDP ต่ำกว่านี้ สุดท้ายแล้วต้องกู้มาแจกให้ได้เงินครบ 5 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ จนวันนี้ รัฐบาลยังไม่ได้พิสูจน์ความจริงว่าจะสามารถกู้เงินจาก ธกส. ได้หรือไม่ เพราะยังไม่มีการถามกฤษฎีกา แต่กลับมาของบ ปี 68 แล้วเป็นการลักไก่กับ สส. ในสภา อนาคตจึงเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่รัฐบาลบอกว่าแจกแน่ ในวันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป

ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ปรากฏออกมา สวนทางกับตัวเลขงบประมาณที่ขอไป ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตนเองไม่ได้เป็นผู้บอก แต่ประชาชนเป็นคนบอก ดูได้จากผลสำรวจของนิด้าโพล ว่าประชาชนไม่พอใจรัฐบาลที่ต่างกันเท่าตัว

เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง คือโจทย์ใหญ่ ที่รัฐบาลต้องเร่งทุ่มเทใช้สรรพกำลังไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน นายกรัฐมนตรีเคยพูดในการพิจารณางบปี 67 จะทำให้คนไทยรวยขึ้นสามเท่า ซึ่งจะทำได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ รายได้ รายจ่าย และภาระหนี้สิน เมื่อตนเองไปดูวาระแห่งชาติของรัฐบาลที่กำหนดเอาไว้ เอาเข้าจริงไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างที่ตั้งใจ หลายวาระยังห่างจากเป้ามาก รัฐบาลกำลังซ้ำเติมประชาชน อย่างเรื่องหวย คือหวยวัยเกษียณ ตนเองจะเห็นด้วยในการลงทุนเรื่องนี้ หวย 3 ตัว บนติดตัวใหม่น่าเป็นห่วงเพราะเมื่อทำจริง จะรวยกี่คน

อีกทั้ง ยังมีในเรื่องของหุ้นตก การปรับคณะรัฐมนตรี เกี่ยวอะไรกับงบประมาณ ปี 68 ตนเองไม่ได้พูดนอกเรื่อง เพราะการปรับคณะรัฐมนตรี คือการเปลี่ยนคนใช้งบประมาณ ซึ่งปรับจากการตอบแทนหนึ่ง มาเป็นการตอบแทนสอง ซึ่งนำมาสู่คดีที่ศาลธรรมนูญ จึงทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลตอนนี้ และคณะรัฐมนตรีตอนนี้ เหมือนถูกผ้าขาวม้าแขวนห้อยต่องแต่งอยู่บนเพดาน ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะรอดหรือจะร่วง นี่คือการเมืองที่เกิดจากรัฐบาลและกระทบไปถึงเศรษฐกิจ

สำหรับเรื่องนายกฯ สองคน ยังคุกคามตามหลอนด้อยค่านายเศรษฐา จนกระทั่งถึงวันนี้ และนำไปถึงการเมืองระหว่างประเทศ ที่กระทบมหาศาลกับประเทศ ซึ่งนายเศรษฐา ก็ไม่กล้าทำอะไร เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตระหนัก

“รัฐบาลตอนนี้เปรียบเสมือนรถยนต์หนึ่งพวงมาลัยสองคนขับ ที่น่าหวาดเสียว แม้จะนั่งเก้าอี้คนละตัวแต่จับพวงมาลัยพร้อมกันสองคน” นายจุรินทร์ กล่าว

สุดท้ายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำประเทศไปสู่ความปรองดอง หรือความแตกแยก จึงขอถือโอกาสนี้ถามคณะรัฐมนตรีว่าในฐานะที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภา รัฐบาลมีนโยบายเสนอ และสนับสนุนกฎหมายนี้หรือไม่, รัฐบาลจะสนับสนุนการนิรโทษกรรมที่รวมคดีทุจริตความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะรวมคดีมาตรา 112 ด้วยหรือไม่

Related Posts

Send this to a friend