ประชาธิปัตย์เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ‘ทำอย่างไรให้ไทยหายจน’
อภิสิทธิ์ประกาศพร้อมตั้งแต่วันแรก ชูปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ปราบทุนเทา ฟื้นเศรษฐกิจโต 5% ใช้ข้อมูล-ทรัพย์สินรัฐเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ย้ำไม่เน้นแจกเงิน แต่แก้รากปัญหาประเทศ
วันนี้ (15 ม.ค. 69) เวลา 09:30 น. พรรคประชาธิปัตย์ เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ‘ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน’ นำโดย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลี่ยวไพโรจน์ และ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า จะมีการแถลงของแต่ละพรรค เป็นนโยบายประชานิยม แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันมาตลอดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องมีความหมายมากไปกว่า การจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะยืนยันมาโดยตลอดว่าขณะนี้ประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสไปมากแล้ว ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา จึงได้นำเสนอนโยบายที่ใช้คำว่า ‘ไทยหายจน’ ตั้งแต่เปิดตัว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าให้วัดผลงานภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยจะต้องกลับไปเติบโตอย่างน้อย ร้อยละ 5 ซึ่งต้องรู้บทบาทของภาครัฐจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งจะได้น้อยมากจากการพูดคุยในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง
ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ อยากจะยืนยันและอยากให้ประชาชนคนไทยเข้าใจตรงกันว่า ในความเป็นจริงเศรษฐกิจจะดีความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้นได้ หวังพึ่งเงินจากภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นการปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้างไปพร้อมกัน แต่หลังจากที่มีการพูดในเรื่องเหล่านี้ก็จะมีคำถามถามกลับมาว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 จะเติบโตจากอะไร และเราจะก้าวพ้นกับดักที่ประเทศไทยเศรษฐกิจไทยติดอยู่ขณะนี้ไปสู่สภาพไทยหายจน การปฏิบัติการจะต้องเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักจะมีการถาม
ว่าจะสามารถทำได้เร็วแค่ไหน
นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำว่า วันนี้สิ่งที่ต้องการจะมาบอกกับประชาชนคนไทย เรามีความพร้อมตั้งแต่วันแรก และไม่อยากให้มอง 90 วันแรกที่ดูเหมือน จะเป็นกรอบเวลาที่สื่อมวลชนมักจะกดดันถามพรรคการเมือง ไม่อยากให้บอกว่า 90 วันแรกจะมีนโยบายทำนองลดแลกแจกแถมอย่างไรแล้วจบกันไป เพราะสิ่งที่เราพยายามจะบอกมาตลอด คือเรื่องใหญ่ในการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง คนเข้ามักจะมองว่าทำทีหลัง ซึ่งจริงๆไม่ใช่ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างยิ่งใช้เวลานานยิ่งหมายความว่าต้องเริ่มต้นเร็ว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า จากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนไปแล้วว่า เป้าหมายของนั้นคืออะไร และยังเตือนความจำอีกครั้งว่าบทบาทของภาครัฐที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศไว้คือเราจะเป็นผู้ผลักดัน ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งที่ตนใช้คำว่า ‘สามทาง’ คือรัฐบาลประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ชี้ทาง ให้เห็นสำหรับนักลงทุนภาคธุรกิจและประชาชนว่าเศรษฐกิจกำลังจะเดินไปทางใด /และรัฐบาลจะเป็นผู้ที่เปิดทาง ด้วยการลงทุนในเรื่องคนโครงสร้างพื้นฐานปรับแก้หลายสิ่งหลายอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่ /รวมไปจนถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศถึงรุกเพื่อเปิดทางสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน ซึ่งรัฐบาลของประชาธิปัตย์จะไม่ขวางทาง ด้วยการปฏิรูปปรับรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อนทั้งหมด ควบคู่เราจะต้องมีการดูแลประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง จึงได้เห็นนโยบายที่ได้นำเสนอที่ผ่านมาที่ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย
โดยนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เติบโตปีละ 5% มาจากการปฏิรูปเกษตร การสร้าง Data economy และอุตสาหกรรมเป้าหมายเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ด้านนายกรณ์ มองว่า การที่จะทำให้ เศรษฐกิจไทยเติบโต5%นอกจากจะปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้าง จะต้องหารายได้จากการจัดการสินทรัพย์ภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน ลดการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ลดหนี้สาธารณะ โดยจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้สินทรัพย์ภาครัฐ โดยจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ ไปใช้ในเชิงธุรกรรม รวมถึงที่ดิน อาคารของรัฐ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ที่ยังไม่นำมาใช้ประโยชน์ เช่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐลงทุนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าที่ กฟผ.สร้างไว้อยู่แล้ว โดยให้เอกชนทำสัญญาขายตรงขายไฟฟ้าผ่านสายส่งของกฟผ. ขณะเดียวกันภาคการเกษตร ต้องปฏิรูปดูแลเกษตรกรระยะสั้น วิธีการนำโครงการประกันรายได้มาปรับปรุงให้ทันสมัย ภาระหนี้สินเกษตรจะมีการรับซื้อจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยไม่มีการพักหนี้
นางการดี ระบุว่า ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง พื้นฐานด้านดิจิทัล ในการเปิดข้อมูล ทรัพย์สินที่ยังมีมูลค่ามหาศาลและต่อยอดได้มากที่สุดก็คือข้อมูล และผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดและส่งคุณค่าที่สุดและเชิงลึกที่สุดสามารถทำประโยชน์ได้อีกมากมายคือรัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการข้อมูลของภาครัฐได้ง่ายและมากขึ้น และลดความซ้ำซ้อนทำให้เกิดความโปร่งใส ปลอดภัยสำหรับคนทุกคน เพื่อต่อยอดสร้างยุทธศาสตร์ ให้กับธุรกิจองค์กร การเชื่อมต่อและการที่สามารถใช้งานได้จริงโดยเฉพาะจุดเริ่มต้นที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ก่อน และสามารถช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดียิ่งขึ้น
วันนี้เราเกิดการค้าขายทางโลกจริงและโลกออนไลน์มีมูลค่าที่มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราให้ ความสำคัญทำงานความร่วมมือ ทางภาครัฐและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม
นายวีระพงษ์ กล่าวถึง การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่วางเป้าหมาย 6 อุตสาหกรรมหลัก ที่มุ่งเน้นการคงจุดแข็งไว้และฐานที่มีอยู่พร้อมทั้งปรับปรุงจุดอ่อน คืออุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร/ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า/ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว/ ภาคการเงิน อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวสรุปว่าจากโครงสร้างที่ดูสลับซับซ้อน ภายใน 90 วัน ประชาธิปัตย์จะทำอะไรได้บ้าง 10 ข้อ คือ
1.เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องทำ ซึ่งกลุ่มเร่งด่วนที่สุด 2 กลุ่มคือเรื่องหาดใหญ่ และการสู้รบชายแดน จะต้องได้รับสิทธิ์เป็นพิเศษเพราะอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก และได้รับความเสียหายมากกว่าคนอื่น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ให้สิทธิเบี้ยผู้สูงอายุ และให้เบี้ยคนพิการสองเท่า ปรับราคารถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดง เป็น 5-30 บาท และจัดตั้งกองทุนตั๋วร่วมทันที
2.ทำให้ร่างกฎหมายสำคัญผ่านครม. แก้กฎหมายและกฎระเบียบ เพิ่มการบังคับใช้ แก้กฎหมายที่
ล้าสมัย ปรับกฎระเบียบที่จำเป็น บังคับใช้สัญญาจ้างที่เป็นธรรม และบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า แก้กฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ โดยโครงการต่างๆจะต้องบรรจุภายใน 90 วัน โดยเศรษฐกิจที่ดีจะต้องมาจากบ้านเมืองที่สุจริต และพูดชัดว่า เครื่องมือสำคัญที่จะประหารคอรัปชั่น คือข้อมูลภายใน 90 วันในแฟลตฟอร์มส่องรัฐ ซึ่งจะตรวจสอบ ใครเป็นผู้การจัดซื้อจัดจ้าง ใครเป็นหุ้นส่วน ใครเป็นเจ้าของ
3.บรรจุโครงการที่ต้องใช้งบ ประมาณปี 2570 เช่นประกันรายได้เกษตรกร
4.เปิดใช้แฟลตฟอร์มส่องรัฐ เปิดข้อมูลการใช้ งบประมาณและจัดซื้อ สอบได้จัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบได้
5.ปฏิรูประบบราชการ จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ
6.จัดการกลไกภาครัฐที่ซับซ้อน ฟอกทุนเทา จัดการบุคลากรที่เป็นอุปสรรคต่อการปราบทุนเทา โดยใครที่อยู่ในกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอุปสรรค เตรียมตัวย้ายออกได้ ซึ่ง ภายใน 90 วันต้องจัดการ และเพิ่มเครื่องมือในการปราบทุนเทา ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้กฎหมาย อายัดทรัพย์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาได้ รวมถึงการใช้ตัวแทนหรือนอมินี และแก้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง กรณีสินทรัพย์บางอย่างซื้อขายด้วยเงินสด และเป็นปัญหาในเรื่องการฟอกเงิน จะออกเป็นพระราชกำหนดและ และนำ AI เข้ามาตรวจจับเส้นทางการเงิน ที่ผิดปกติ ภายใน 90 วัน
7.เปิดเสรีโซล่าเซลล์ ต่อ อายุโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทาน เปิดข้อมูลการจัดซื้อไฟฟ้าที่โปร่งใสตรวจสอบได้
8.ตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน ตั้งคณะทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เร่งสรุปเจรจาภาษีสหรัฐ และ fta
9.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ระงับซื้อพืชผลจากเพื่อนบ้านที่มีการเผา ผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อม 3 ฉบับเข้าสภาทันที
10.ยกระดับการป้องกันภัยพิบัติให้ปภ. เป็นหน่วยงานระดับชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นเอกภาพและประสานงาน กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง ควบคู่กับการฟื้นฟูหาดใหญ่
ออกมาตรการสินเชื่อไร้ดอกเบี้ย 1 ปี
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า นี่คือความพร้อมของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้มีแค่วิสัยทัศน์ และบอกด้วยว่าจะใช้เครื่องจักรอะไรในการ ขับเคลื่อน ซึ่งการที่ต้องจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจเข้ามา เพราะตนมีบทเรียน จากการเป็นนายกฯ มาแล้ว หลายครั้งสั่งการไป แต่สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้น 90 วันที่ประกาศ จะเป็นเข็มทิศ ซึ่งจะมีหน่วยงานเฉพาะกิจเข้ามาติดตาม เพื่อให้มีหน่วยงานเข้ามากำกับดูแล และเกิดขึ้นได้จริงตามที่ประกาศกับประชาชน
และนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี การปราบ สแกมเมอร์-ทุนเทา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ปฏิบัติแผนการ 90 วันแรก หากได้เป็นรัฐบาล โดยเฉพาะภายใน 90 วัน หากไม่มีการดำเนินการ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต้องถูกย้ายเลยหรือไม่ว่า ขณะนี้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปรับทุนเทา ยกตัวอย่างเช่น กลต. ซึ่งตนมีข้อสงสัยและข้อ ไม่มั่นใจว่า เป็นเรื่องราวจากในอดีตหรือไม่ แบบนี้ก็ต้องให้หลีกทางออกไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าไม่มีใครขวางทาง และตนย้ำมาตลอดว่าการปราบปรามทุนเทาทุกคนก็พูดเรื่องกฎหมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ประเทศไทยถูกมองว่าช้า กว่าคนอื่น เพราะมีคนขวางทางอยู่ จึงต้องนำคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90 วัน
ส่วนกรณีเครนถล่ม ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลหน่วยงานภาครัฐต้องทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พูดตรงๆ ตนก็เชื่อเหมือนกับคนไทย ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุ มันไม่ใช่อุบัติเหตุทั้งหมด ถ้าไม่มีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ถ้าไม่มีความไม่ชอบมาพากล สิ่งเหล่านี้ตนเชื่อว่าจะไม่เกิดถี่ และไม่เกิดแบบนี้ เมื่อถามว่าเครื่องมือของเรามีหรือไม่ ก็มีจำนวนมาก อย่างกรมบัญชีกลางเวลาที่มีปัญหา คนที่มารับเหมาทำงานให้กับภาครัฐ หากเกิดปัญหาขึ้น ต้องมีมาตรการขึ้นบัญชีดำ มาตรการไม่ให้เข้ามาทำงานซ้ำอีก ซึ่งมีอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ การสอบข้อเท็จจริง กระทำโดยบุคคลที่มีอิสระ เพื่อสามารถถอดบทเรียนและป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และ ‘แพลตฟอร์มส่องรัฐ’ จะเริ่มฟ้องเรา ว่าเหตุการณ์ถล่มครั้งที่ 1 , 2 , 3 มีตัวละครที่ซ้ำกันอยู่ เราจะสามารถดำเนินการได้อย่างเด็ดขาด ส่วนในเชิง ข้อกฎหมาย ตนขอยืนยันว่า รัฐบาลมีเครื่องมืออยู่แล้ว จะยกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำ ปรับค่าเสียหาย ดำเนินคดีทางอาญา ในกรณีที่เข้าข่าย เครื่องมือเหล่านี้มีพร้อมอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำ
ทั้งนี้ จำเป็นจะต้องมีองค์กรกลางเข้ามาเป็น หน่วยงานในการตรวจสอบหรือไม่นั้น เพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันคือการสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ ความจริงการถอดบทเรียน มันไม่ใช่แค่ เรื่องเครนถล่ม แม้กระทั่งกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการบริหารจัดการ ระหว่างที่อุทกภัยเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันเพราะเรื่องผ่านไปแล้ว ก็ลืมกันไป แม้กระทั่งกรณีของตึก สตง. ที่ถล่ม












