นายกฯ แจง เงินกู้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ไม่ใช่การผลักภาระคนไทย พร้อมโชว์ผลตอบรับโครงการ
นายกฯ แจง เงินกู้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ไม่ใช่การผลักภาระคนไทย ชี้ รัฐบาลหาแหล่งทุนได้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% ต่อปี จากเดิมประเมินไว้ไม่เกิน 3% พร้อมโชว์ผลตอบรับโครงการ ดันยอดขายผู้ประกอบการเพิ่มเฉลี่ย 5 เท่า ขณะบางรายพุ่งสูง 9-10 เท่า
วันนี้ (15 มิ.ย. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ว่า ในนามรัฐบาลขอบคุณกระทรวงการคลัง หน่วยงานในสังกัด และผู้ประกอบการทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเดลิเวอรี LINE MAN GrabFood และ Shopee ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลเกิดการกระจายตัวมากขึ้น สำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนที่เข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และเป็นการเพิ่มรีสกิล อัปสกิล ทำให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพิ่มยอดขายและขนาดของกิจการ แต่สิ่งที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือทุกครั้งที่มีการทำโครงการลักษณะนี้ จะทำให้ประชาชนซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายขายของได้มากขึ้น สิ่งนี้เรียกว่าไทยช่วยไทย หรือ “Win-Win” ชนะกันทุกฝ่าย
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า พื้นฐานของโครงการแม้จะเป็นการร่วมจ่าย แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้น คือการเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการ เท่าที่ทราบทุกรายมียอดขายเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 5 เท่าในช่วงที่มีโครงการ บางรายทำได้ดีก็เพิ่มขึ้น 9-10 เท่า สิ่งสำคัญคือการปรับฐานเมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้ามากขึ้น เมื่อโครงการจบลงจะทำให้มีการปรับฐานรายได้ของผู้ค้าขึ้น 2 เท่ากว่า ๆ แน่นอน ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะมีโครงการที่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีอัปสกิล รีสกิล เพิ่มยอดขาย และได้มีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคงเพิ่มเม็ดเงินเข้าในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง และประชาชนทุกคน ที่ช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนที่เราระดมมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในโครงการนี้แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่วัตถุประสงค์ของการดำเนินการครั้งนี้คือให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชนแต่เป็นการร่วมกันโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่าย ทำให้มีเม็ดเงินเข้าในระบบมากมายมหาศาล และมีความปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีจะชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ที่ 1.2% ตอนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำมาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ซึ่งตอนนั้นรัฐตกลงเพื่อที่เม็ดเงินจะได้กระจายในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา สภาพคล่อง และจำนวนเงินที่มีในระบบ เราสามารถใช้กลไกรูปแบบต่าง ๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อไปยังประชาชนด้วยต้นทุนเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้มาที่ดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี
ดังนั้น จึงไม่ใช่ภาระของประชาชนแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่างที่จะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยผ่อนจ่ายเงินกู้ที่ได้กู้มาให้กับประชาชนด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการไปรบกวนประชาชนหรือออกมาตรการใด ๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดำเนินการสิ่งเหล่านี้ จึงขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ ขอให้ทุกท่านเข้าใจเจตนารมณ์และความปรารถนาดีของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในช่วงที่มีวิกฤตภายนอกประเทศทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลพร้อมเคียงข้างทุกท่านเพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้












