POLITICS

นักวิชาการ ชี้ น้ำมันยังไม่ขาดแคลนแต่จะแพงขึ้น รัฐอุ้มราคาไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ มาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลถูกทาง แต่ยังไม่สุดทาง ระบุ การพยุงราคาน้ำมันอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร หากออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ เสี่ยงจบสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน แล้ว ไทยยังต้องใช้น้ำมันราคาแพงต่อ เสนอ 4 มาตรการแก้ปัญหาตรงจุด ช่วยกองทุนน้ำมันไม่หลังแอ่น เชื่อปัจจุบันน้ำมันโลกไม่ขาดแคลน เหตุมีแหล่งอื่นทดแทน แต่ราคาอาจแพงขึ้น

วันนี้ (13 มี.ค. 69) รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน คาดว่าจาก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจพุ่งไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่อาจไม่ถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามที่กองทัพอิหร่านระบุ เพราะประเทศอื่นๆ ทั้งที่เข้าร่วมสงคราม และที่นำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางคงไม่ยอมให้เกิดขึ้น เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปล่อยน้ำมันดิบสำรองฉุกเฉินสู่ตลาดโลก 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นมาตรการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ และน่าจะช่วยรักษาสมดุลของราคาน้ำมันโลกได้

สำหรับประเด็นน้ำมันขาดแคลน รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า หากพิจารณาในแง่ของปริมาณก็ไม่น่าจะไปถึงจุดที่เกิดการขาดแคลนได้ เพราะแม้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางจะเป็นแหล่งน้ำมันดิบสำคัญ โดยคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก รวมถึงอิหร่านที่เป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ แต่ในโลกก็ยังมีแหล่งผลิตน้ำมัน และแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่แม้ว่าระยะทางในการขนส่งจะยาวไกลหน่อย แต่ก็เป็นช่องทางที่ทำให้โลกยังคงมีพลังงานใช้ได้อยู่ เช่น แทนที่จะส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจต้องไปส่งผ่านแหลมกู๊ดโฮปแทน หรือท่าเรือฟูไจราห์ที่อยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรต ท่าเรือยันบูในซาอุดีอาระเบีย ท่าเรือโซฮอร์ในโอมาน ฯลฯ แต่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นแน่นอน

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางถึง 51% ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองที่พอใช้ได้อยู่ประมาณ 95 วัน แต่ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 1. น้ำมันสำรองที่มีอยู่บนแผ่นดินไทย และพร้อมใช้ได้ประมาณ 39 วัน 2. น้ำมันสำรองที่ทำข้อตกลงแล้ว แต่อยู่ระหว่างขนส่ง ซึ่งจะทำให้มีพอใช้ได้อีกประมาณ 26 วัน และ 3. น้ำมันสำรองที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางทั่วโลก อีกประมาณ 30 วัน ซึ่งส่วนหลังสุดจำเป็นต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่าเมื่อได้รับมาแล้วราคาจะแพงขึ้นกว่าเดิม เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการขนส่งมาที่อาจเกิดความไม่แน่นอนขึ้นได้ และจะต้องขนส่งผ่านทางอื่นที่ไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มูซ ที่จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต รัฐบาลจึงต้องพยายามออกมาตรการที่ทำให้มีการใช้น้ำมันน้อยลง และประหยัดพลังงาน เช่น ปรับรูปแบบการทำงานแบบ Work Form Home ฯลฯ รวมถึงมีการใช้กลไกจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เพื่ออุดหนุนและพยุงราคาน้ำมันไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ส่วนตัวมองว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลทำมาถูกทางแล้ว แต่ยังช่วยแก้ปัญหาได้ไม่สุดทาง และการพยุงราคาน้ำมันอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพิ่มเติม คือ

1. การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริง

2. การพิจารณาปรับลด หรือยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตในกลุ่มน้ำมันในสถานการณ์ที่ประเทศเผชิญวิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศที่เปิดเสรีตลาดพลังงานดำเนินการอยู่ในขณะนี้ สำหรับประเทศไทย แนวทางนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมัน เช่น น้ำมันดีเซล มีการเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 7.8 บาทต่อลิตร ทั้งที่เป็นสินค้าที่ต้นทุนแพงที่สุด และทำให้กองทุนน้ำมันต้องช่วยอุดหนุนถึง 16.97 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าสูงมาก และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระหลายพันล้านบาทต่อวัน และจะสะสมต่อไปจนมากขึ้นไปอีกด้วย

3.การสำรวจข้อมูลการใช้พลังงานของครัวเรือน เพื่อทำให้การออกมาตรการใดๆ ก็ตามสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และประชาชนที่เดือดร้อนได้ประโยชน์จริงๆ เช่น ปัจจุบันมีการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลถึง 16.97 บาทต่อลิตร แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันมี ผู้ใช้น้ำมันดีเซลมีความสามารถในการจ่ายค่าพลังงาน (Affordability) ได้ดีเพียงใด อาจจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีรายได้สูงมีความสามารถในการรับภาระได้อยู่แล้ว สำหรับกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องช่วย แต่ควรอุดหนุนแบบมุ่งเป้า (Target Subsidy) ให้แก่ผู้ใช้ที่มีรายได้น้อยและค่าใช้จ่ายพลังงานเป็นภาระหนักในการดำรงชีวิต การอุดหนุนแบบถ้วนหน้าในอัตราเดียว คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่ลำบากที่สุดก็ได้

4. การผลักดันให้ใช้พลังงานทางเลือกมาทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศลดลง เช่น ในกรณีเครื่องบิน ควรมีการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

“หากไม่มีการทำสิ่งเหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดภาระทางการคลัง และภาระกับกองทุนน้ำมันในมูลค่ามหาศาล โดยที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับคนที่เดือดร้อนเท่าที่ควร และยังสร้างผลกระทบในระยะยาวด้วย หากไปถึงขนาดที่ต้องใช้ พ.ร.ก. เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน อนาคตหลังจบสงครามขณะที่ราคาน้ำมันทั่วโลกกลับมาอยู่ในจุดเดิมแล้ว แต่ไทยเราอาจจะยังต้องใช้น้ำมันแพงกันอยู่ เพราะต้องเอาเงินคืนให้กองทุนน้ำมัน แต่ก็ต้องดูว่ามาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาแล้วลดปริมาณการใช้น้ำมันได้มากน้อยขนาดไหน เพราะจะเป็นอีกปัจจัยเหมือนกันที่กำหนดภาระที่กองทุนน้ำมันต้องแบกรับ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีการพูดถึงว่าจะให้ภาคเอกชนควรมาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมัน โดยถ้าจะดำเนินการลักษณะนี้กับบริษัทพลังงานก็อาจพิจารณาใช้เครื่องมือภาษีลาภลอย (Windfall Tax) กับบริษัทที่ได้กำไรสูงมากเกินควร แต่การเก็บภาษีในลักษณะนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และมีเหตุผลเพียงพอที่จะจัดเก็บ เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับเอกชน เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทเอกชนของไทยก็มักจะช่วยในรูปแบบของการแบกรับต้นทุนบางอย่างตามคำขอของรัฐไว้อยู่แล้ว อีกทั้งในต่างประเทศที่มีการเก็บภาษีลักษณะนี้ก็เป็นการเก็บชั่วคราวเท่านั้น และมีเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน ไม่ได้เก็บตลอดไป เพราะอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศด้วย

Related Posts

Send this to a friend