‘ทวี’ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมัน หลังอ้างขึ้นราคาน้ำมันจากสงคราม ทั้งที่เป็นสต็อกเก่า
‘พ.ต.อ.ทวี’ จี้รัฐบาล เร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมัน หลังเกิด ‘ภาษีและราคาทิพย์’ อ้างขึ้นราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทั้งที่เป็นน้ำมันสต็อกเก่า แนะปฏิรูปพลังงานฉุกเฉิน 1 ปี หั่นภาษี-ยุติเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เชื่อ หั่นราคาดีเซลเหลือ 24 บาทต่อลิตร เบนซิน 21 บาทต่อลิตร
วันนี้ (11 มี.ค. 69) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลางว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มกลายเป็นภาระหนักที่สุดที่กัดกินค่าครองชีพของคนไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อต้นปี 2569 พบว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วนอันดับหนึ่งคือ การลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม ภายหลังเกิดเหตุการณ์ราคาน้ำมันของไทยบิดเบี้ยวจนขัดกับความจริง ด้วยกลไกที่เอื้อให้ผู้ค้าฟันกำไรมหาศาลจากสต็อกเก่า
ช่วงเวลา 11 วันหลังเกิดสงคราม (27 ก.พ. – 10 มี.ค. 69) ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นพุ่งสูงขึ้น 72% เบนซินดีดตัวจาก 16.54 บาท เป็น 28.46 บาท และดีเซลพุ่งจาก 18.96 บาท เป็น 35.29 บาท ทั้งที่คือสต็อกน้ำมันเก่าที่โรงกลั่นสั่งซื้อล่วงหน้าในราคาก่อนเกิดสถานการณ์ นี่คือกลไก “ราคาทิพย์” หรือการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ที่บวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ ทั้งที่กลั่นเองในประเทศ ก่อให้เกิดกำไรจากส่วนต่างสต็อก (Stock Gain) มหาศาล
พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการลดตัวแปรที่รัฐควบคุมได้ ไม่ใช่ออกนโยบายหาเงินกู้ หรือจัดเก็บรายได้รูปแบบใหม่เพื่อนำมาอุดหนุน เพราะเส้นทางการเงินที่ซับซ้อนมักตามมาด้วยรอยรั่วไหล และการทุจริตคอร์รัปชัน จึงเสนอมาตรการฉุกเฉิน 1 ปี ดังนี้
1. หั่นภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาล ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซล 6.92 บาท/ลิตร และเบนซิน 95 ถึง 7.50 บาท/ลิตร ควรลดเหมือนสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 0.05 บาท/ลิตร หรือ 0 บาท หรือสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดภาษีสรรพสามิต ช่วงโควิดเหลือ 1.44 บาท
2. ยุติเก็บเงินเข้ากลุ่มกองทุน คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 9.6 บาท และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท รวมเงินเข้ากองทุน 9.65 บาท พักการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อคืนสภาพคล่องลงสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรง ลดการแทรกแซงตลาดที่ผิดเพี้ยน ซึ่งการหั่นภาษีสรรพสามิต และยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จะช่วยดึงราคาน้ำมันลงได้ทันทีมากกว่า 10 บาท/ลิตร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุน
3. ทลาย “ราคาทิพย์” ควบคุมค่าการตลาด ยกเลิกการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้า บังคับใช้ต้นทุนการกลั่นจริงจากสต็อกในประเทศ และกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่สะท้อนการแข่งขันที่เป็นธรรม
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า รัฐต้องยอมเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิตประชาชน หากรัฐบาลดำเนินการตามมาตรการนี้ ราคาที่แท้จริงของเนื้อน้ำมันที่ปราศจาก “ภาษีและราคาทิพย์” จะทำให้ดีเซลลดลงเหลือ 18-19 บาท และเบนซินเหลือ 16-17 บาท เมื่อบวกค่าการตลาด (รายได้ของบริษัทน้ำมันและเจ้าของปั๊ม สำหรับจ่ายค่าพนักงาน, ค่าไฟ, ค่าขนส่ง และกำไร) ประมาณ 3.7 บาท น้ำมันดีเซลจะประมาณลิตรละ 24 บาท และเบนซินจะประมาณลิตรละ 21 บาท
“ข้ออ้างเรื่องการสูญเสียรายได้เข้ารัฐ ไม่อาจเทียบได้กับความพินาศของเศรษฐกิจฐานรากและต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบการใช้วิธี ลดรายจ่ายให้ประชาชน แทนการหารายได้เพิ่มให้รัฐ คือความโปร่งใสที่สุด ปราศจากข้อครหาเรื่องการทุจริต และเป็นไพ่ใบเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในครั้งนี้” พ.ต.อ.ทวี กล่าวย้ำ












