POLITICS

’จุลพันธ์‘ ชี้ กระทรวงไม่ควรแบ่งเกรด ต้องดูแลประชาชนไม่ต่างกัน

พร้อมมอบหมายภารกิจแรก ศึกษาเร่งรัด กระบวนการลดการจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม ยัน ไม่ละเลยปรับค่าแรงขั้นต่ำ เตรียมดึงแรงงานไทย – ต่างประเทศ เข้าสู่ระบบ หากแรงงานข้ามชาติไม่ต่ออายุ พร้อมผลักดันออกนอกประเทศ ดันปฏิรูปประกันสังคม เล็งศึกษาใหม่ ใช้สถาบันกลางศึกษา–กำหนดกรอบเวลาเร่งรัด ใช้สูตร CARE – เลือกบอร์ดใหม่ภายในสิ้นปี

วันนี้ (10 เม.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลุกชี้แจงข้อซักถามในที่ประชุม ว่า ตนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วยความภาคภูมิใจ เพราะกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องภาคแรงงาน ที่อยู่ในระบบประกันสังคม 20 ล้านคน ทั้งมาตรา 33, 39, 40 และที่เป็นแรงงาน แต่ไม่ได้อยู่ในระบบอีกราว 20 ล้านคน

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่บอกว่ากระทรวงแรงงานเป็นกระทรวง เกรด B หรือ C ซึ่งทุกกระทรวงมีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนไม่ได้แตกต่างกัน ฉะนั้นนักการเมืองอย่างพวกเราไม่มีการแบ่งเกรด แต่หากให้แบ่งเกรดขึ้นมา ตนให้กระทรวงแรงงานต้องให้เกรด A+ เพราะดูแลคนไทย 45 ล้านคน เป็นกระทรวงที่มีมีความสำคัญมาก ซึ่งตั้งแต่ที่ตนเข้ามาได้มีการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงการขับเคลื่อนกระทรวงไปพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องการมอบหมายภารกิจ สิ่งแรกที่ตนตั้งใจไว้ และที่หลายคนอภิปรายถึง ก็คือเรื่องของกระบวนการช่วยเหลือประชาชน

“วันนี้สถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ต้องยเรียนว่าเป็นของจริง เมื่อวานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็พูดกับพวกเราแล้ว เรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายไปพอสมควร กระบวนการที่จะดึงเอาราคาพลังงาน เช่น การเอาน้ำมันกลับมาที่เก่า ในระยะเวลาอันสั้นอาจเป็นไปได้ยาก วันนี้เมื่อเราเห็นถึงสถานการณ์นี้ กระทรวงแรงงาน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ภารกิจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเฉพาะหน้า โดยเฉพาะพี่น้องแรงงานเป็นสิ่งที่เราจะรีบดำเนินการ“ นายจุลพันธ์ กล่าว

ฉะนั้น ภารกิจแรกที่ตนมอบหมายให้กับหน่วยงานในกำกับ คือการไปศึกษาและเร่งรัด กระบวนการที่จะลดการจ่ายสมทบของพี่น้องแรงงานเข้าไปยังกองทุนประกันสังคม ซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้ระยะเวลาศึกษาไม่นาน แต่มีความจำเป็น เพราะกองทุนประกันสังคมจะต้องมีเสถียรภาพ ไม่อาจจะทำให้เกิดความอ่อนแอได้ เนื่องจากมีหน้าที่ในการดูแลพี่น้องแรงงานจำนวนมาก ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานในการที่เราจะต้องมาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้อีกว่ากลไกในการจะเดินหน้าการลดการจ่ายสมทบให้กับพี่น้องแรงงาน จะใช้ได้เวลาดำเนินการในกรอบเท่าใด และจะสามารถลดได้มากน้อยเพียงใด แต่ทุกบาททุกสตางค์ที่ลดได้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงาน ที่จะมีกำลังซื้อมากขึ้น และสามารถเดินหน้าต่อชีวิตครอบครัวต่อไปได้ ซึ่งสำหรับพี่น้องแรงงาน เงินไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือน แต่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขาอย่างมหาศาล

สำหรับหน่วยงานต่างๆ มีการสอบถามถึงนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งกลไกของรัฐสภา และการร่วมรัฐบาล คือการหารือกันว่า นโยบายใดจะได้รับการบรรจุหรือนโยบายใดจะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีการพูดคุยถึงเรื่องนโยบายพอสมควร ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่เรายืนยันว่าจะทำต่อ คือ นโยบายเกี่ยวกับการพัฒนา Upskill และ Reskill ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงเรื่องของเรียนได้งบ จบได้งาน เราก็จะนำร่องและเดินหน้าต่อ เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานได้ ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า การหยุดงานเพื่อไปพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะด้านใดก็ตามถือว่าเป็นการเสียโอกาส

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หากฟัง รมว.อว. จะทราบดีว่าสิ่งที่พวกเราเน้นย้ำ คือรัฐที่มีความร่วมมือกันระหว่างกระทรวง เพราะวันนี้ไม่ว่ากระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ไม่สามารถเป็นกระทรวงหลักในการช่วยเหลือประชาชน จะทำงานแบบแยกกันอยู่แยกกันเดิน ในการช่วยเหลือประชาชนอาจจะไม่เห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง โดยกระทรวงแรงงานเดินหน้าแล้วที่จะพูดคุย และทำความเข้าใจกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกัน และสิ่งเหล่านี้ เรามีความพร้อมและพูดคุยกันในเบื้องต้น โดยเป้าประสงค์สำคัญหลังจากนี้ ฝีมือแรงงานจะไม่มีการฝึกแบบไร้เป้าหมาย สิ่งที่เราต้องเดินหน้าทำคือการเอาตลาดเป็นตัวตั้ง เพื่อให้การเกิดฝีมือแรงงานจะเกิด Job Matching ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับตัวเองมากขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมยืนยันว่า หากฝึกแล้วจะได้งาน เดินหน้าอาชีพอย่างแข็งแรง

สำหรับกรมสวัสดิการแรงงาน ได้มอบหมายงานให้เดินหน้าอย่างเชิงรุก เพื่อเข้าไปตรวจสวัสดิการของแรงงานให้มากขึ้น เช่น สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องของลูกเรือไทยที่เสียชีวิตบริเวณช่องแคบฮอร์มูซ ทางกรมสวัสดิการแรงงานได้เข้าไปพูดคุยกับบริษัทเรือโดยใช้กลไกการจ่าย ชดเชยเยียวยาตาม พ.ร.บ.แรงงาน เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือครอบครัว และนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมาไปประกอบพิธีทางศาสนา ถือเป็นการตอบรับการทำงานของตนเองทันที และจะทำให้การบริการเข้าถึงเร็วมากยิ่งขึ้น

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าแรงงานไทยในต่างประเทศ และแรงงานชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย มีอยู่นอกระบบเยอะมาก ซึ่งยืนยันว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะต้องดึงกลับเข้าสู่ระบบ และจะไม่มีคนไทยไปทำงานต่างประเทศ แล้วถูกเรียกว่า ”ผีน้อย“ และแรงงานชาวต่างประเทศที่อยู่ในไทย หากไม่ต่อทะเบียนต่อจะถูกส่งให้หน่วยงานอื่นผลักดันออกนอกประเทศ และไม่ว่าจะเป็นแรงงานแบบไหน จะต้องได้รับสวัสดิการการคุ้มครองจากภาครัฐ

ส่วนการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จะต้องปรับโครงสร้างเพื่อให้ไทยเข้าร่วมกับกลุ่ม OECD ซึ่งมีหลายข้อเรียกร้องให้ไทยต้องพัฒนา ในเรื่องของการดูแลสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นชาติใด อีกเรื่องคือการผลักดันให้เกิดความโปร่งใส เกี่ยวกับแรงงานที่ไปทำงานในต่างประเทศ เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายแฝง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคในการแข่งขันของประเทศ แรงงานเจอภาระที่เกินกว่าขอบเขตจำเป็น ซึ่งเป็นเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น เราจะเร่งสะสางแก้ปัญหาโดยเร็ว

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ยืนยันว่า ไม่ได้ละเลย กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่จะพูดตัวเลขลอยๆ ไม่ได้ เพราะประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงาน แต่กระทรวงจะเร่งพัฒนาระบบการคิดค่าแรงขั้นต่ำ ให้คิดรวมกับปัจจัยด้านเงินเฟ้อ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น GDP ผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องนำมาคิดรวมกัน โดยในที่สุดแล้วการปรับค่าแรงขั้นต่ำ จะเป็นทำกับรายงานโดยไม่ต้องมีองคาพยพด้านใดมาตัดสินใจแทน

นายจุลพันธ์ กล่าวถึงสำนักงานประกันสังคมด้วยว่า จะต้องดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดเผย โดยเฉพาะการติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันในทุกกรณี ซึ่งจะดำเนินการอย่างเข้มงวด รวมถึงกรณีตึก SKYY9 โดยตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง กระบวนการตรวจสอบได้เดินหน้าแล้ว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และได้มีการประชุมไปแล้ว ทั้งนี้ ตนจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยไม่แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ และเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะมีการเปิดเผยต่อสังคมอย่างโปร่งใส

ส่วนกรณีกลไก สูตร CARE นายจุลพันธ์ยืนยันว่าไม่มีประเด็นติดขัดในสำนักงานประกันสังคม โดยเห็นว่าเป็นสูตรที่มีความเป็นธรรม ซึ่งได้มีการศึกษาไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ ก็ย่อมมีผู้เสียประโยชน์ ดังนั้นจะต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อสร้างความเป็นธรรม และทำให้ทุกฝ่ายยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ระบบสวัสดิการใหม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ได้กำหนดนโยบายชัดเจนให้ใช้กลไกเดิม คือระบบ 1 เลือก 7 เนื่องจากผ่านการทำประชาพิจารณ์มาแล้ว และมีผู้เห็นชอบถึงร้อยละ 95 โดยกระบวนการทั้งหมดจะเดินหน้าตามขั้นตอน และคาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งและได้บอร์ดชุดใหม่ครบถ้วนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของระบบประกันสังคมเป็นไปอย่างราบรื่น

ในประเด็นโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม ว่าควรแยกออกจากระบบราชการหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ได้มีการหารือกันมาอย่างยาวนาน ทั้งแนวทางการแยกออกทั้งหมด หรือแยกเฉพาะด้านการลงทุน แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แม้จะมีการศึกษาในอดีตหลายครั้ง เช่น ปี 2549 และปี 2559 อย่างไรก็ตาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นว่ายังไม่สามารถนำผลการศึกษาเดิมมาใช้เป็นฐานในการตัดสินใจได้ เนื่องจากบริบทอาจเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ การจะไม่ศึกษาเพิ่มเติมก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน หากต้องใช้เวลาศึกษานานถึงหนึ่งปีก็ไม่เหมาะสม จึงอยู่ระหว่างหารือกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เพื่อหาแนวทางอื่น เช่น มอบหมายให้สถาบันการศึกษาที่เป็นกลางดำเนินการศึกษา โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้สั้นลงภายใน 3 เดือน และใช้กลไกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยในการคัดเลือกผู้ศึกษา เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ซึ่งหากสามารถลดระยะเวลาได้ ตนก็พร้อมยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังไม่แน่ใจว่าสมาชิกทุกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบ จำเป็นต้องเดินหน้า เพราะหากไม่มีข้อมูลรองรับ การตัดสินใจจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การศึกษาโดยหน่วยงานที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากสังคมจึงมีความสำคัญ โดยต้องกำหนดกรอบเวลาให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับและสามารถเดินหน้าการปรับโครงสร้างระบบประกันสังคมได้

นายจุลพันธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ตนอาจไม่มีถ้อยคำสวยหรู แม้จะกล่าวได้ว่าเจตจำนงทางการ ต้องใช้ความกล้าหาญ แต่คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ขอให้ดูที่การกระทำของผู้ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งล้วนมีความตั้งใจและปรารถนาดีต่อพี่น้องแรงงาน พร้อมขอให้ประชาชนติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด และเมื่อถึงวันที่สามารถขับเคลื่อนงานสำเร็จ ผลลัพธ์จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสามารถแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้กับแรงงานได้มากน้อยเพียงใด

Related Posts

Send this to a friend