‘วีระยุทธ’ สับนโยบาย ‘อนุทิน 2’ เนื้อหาเดิม แค่เพิ่มคําว่าวิกฤต
อัดระบอบ ‘ปิดตาธิปไตย’ หลอมรวมบ้านใหญ่-เทคโนแครตพาประเทศเสี่ยง เหน็บ ‘นายกฯ’ บอก ไม่ต้องห่วง เหตุเคยพาประเทศไทยผ่านโควิดมาแล้ว ทำให้หลายคนเสียวสันหลัง
วันนี้ (9 เม.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วนเพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าเดินตามหลังประชาชนในภาวะวิกฤต แทนที่จะคิดเผื่อและเดินนำหน้าเพื่อรับมือความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายวีระยุทธ ระบุว่ารัฐบาลยอมรับวิกฤตน้ำมันช้าไป 5 สัปดาห์ ตรวจสอบค่าการกลั่นช้าไป 4 สัปดาห์ และหาตัวผู้กักตุนน้ำมันช้าไป 3 สัปดาห์ ซ้ำยังโทษประชาชนว่าเป็นกองทัพมดตัวการวิกฤตน้ำมัน ซึ่งสะท้อนชัดเจนในคำแถลงนโยบายที่ทำราวกับประเทศอยู่ในสภาวะปกติ โดยมีเพียงย่อหน้าเดียวที่กล่าวถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนย้อนกลับไป 1-2 ปีที่แล้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าการเขียนนโยบายเหมือนนำเนื้อหาเดิมหลังเลือกตั้งมาเพิ่มคำว่า “วิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง” เข้าไปเพียงย่อหน้าเดียว เปรียบเหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้แล้วมาปรับแก้ส่งครู พร้อมตั้งคำถามว่านี่คือวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน
นายวีระยุทธ เสนอว่าประชาชนต้องการมาตรการเร่งด่วนที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่น การชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือการออกบัตรเครดิตพลังงาน ซึ่งนโยบายเหล่านี้เคยมีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2554 แต่กลับไม่มีในรัฐบาลอนุทิน 2 ปี 2569 ทั้งที่วิกฤตปัจจุบันรุนแรงกว่าหลายเท่า พร้อมตั้งคำถามถึงกระทรวงการคลังที่เคยศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ว่าเหตุใดจึงต้องเริ่มต้นศึกษาใหม่ ทั้งที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีในกระทรวงมาก่อน
นอกจากนี้ นายวีระยุทธ เสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการระยะกลางและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือหากสงครามยืดเยื้อ โดยเน้นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้เพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเข้าถึงได้ พร้อมเรียกร้องให้สร้างฉันทามติใหม่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
นายวีระยุทธ วิจารณ์ส่วนผสมของรัฐบาลอนุทิน 2 ว่าเป็นการหลอมรวมระหว่าง “บ้านใหญ่” และ “เทคโนแครต” ซึ่งนำไปสู่ระบอบ “ปิดตาธิปไตย” ที่ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกัน โดยยกตัวอย่างกลุ่มบ้านใหญ่ที่ไม่กล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาทเพราะเกรงกลัวเทคโนแครตท้วงติงเรื่องรายได้รัฐ ขณะที่เทคโนแครตก็ยอมปิดตาให้เกิดโครงการที่น่ากังขา เช่น แลนด์บริดจ์ หรือโมโตจีพี แลกกับการร่วมรัฐบาลต่อไป ซึ่งกรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่างชัดเจนของการหลอมรวมนี้
นายวีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนที่ท่านนายกฯ บอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤติโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลัง คิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งหลักบริหารประเทศในยามวิกฤตให้ชัดเจน เพื่อพาประเทศออกจากสถานการณ์นี้ให้แข็งแรงกว่าเดิม












