‘กัณวีร์’ ยังไม่ได้ยินข่าวล็อกเป้านายกฯ ไร้กังวลไม่คิดรับเงินใครแลกโหวต
‘กัณวีร์’ ยังไม่ได้ยินข่าวล็อกเป้านายกฯ ไร้กังวลไม่คิดรับเงินใครแลกโหวต ขอทุกพรรคถอยคนละก้าวก่อนตอบจับมือกับใคร อย่าทำเพื่อคะแนนเสียงอย่างเดียว ไม่ก้าวล่วงหลัง ปชน.เปิดชื่อรัฐมนตรีคนนอก
วันนี้ (7 ม.ค. 69) นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าล็อกเป้าตัวนายกรัฐมนตรี อ.แลกกับค่ายกมือโหวต 20 ล้านบาทว่า ส่วนตัวยังไม่ได้ยิน หากเป็นความจริงเชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจได้ว่าควรจะลงคะแนนให้ใคร ถ้าประชาชนไม่มั่นใจว่าเลือกพรรคใดไปแล้วมีการเล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนใจไปตามอำนาจเงินก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะเป็นคนตัดสิน สำหรับตนเองขออย่ากังวลเพราะไม่สามารถรับเงินคนอื่นแล้วบอกว่าจะโหวตให้กับนายกฯ คนไหนได้ ไม่ว่าจะขึ้นต้นด้วย ก.ถึง ฮ.
สำหรับจุดยืนของพรรคพลวัต จะจับมือกับพรรคไหนได้บ้างนั้น เราเข้ามาในระบอบรัฐสภาตั้งใจจะทำงาน หากเริ่มต้นจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตั้งแต่แรกโดยไม่แสดงความประสงค์ว่าจะมาทำงานให้ประชาชนก็จะทำให้การเมืองไม่สามารถเดินหน้าได้ การเลือกข้างก่อนที่จะเข้าไปทำงานเป็นสิ่งที่ไม่ดีทำให้การเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก่อนที่จะจับมือใครหรือไม่จับมือใครอยากเห็นทุกพรรคการเมืองพูดว่าอยากจะทำอะไรให้กับประชาชน ไม่ใช่แค่โครงการประชานิยมแต่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถเดินหน้าต่อไปได้
สิ่งเหล่านี้ควรจะพูดมากกว่าที่จะบอกว่าจับมือคนนั้นไม่จับมือคนนี้ ตนเองรู้สึกว่ามันทำให้การเมืองกลับมาสู่รูปแบบเดิม แบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาะกัน ต่อไปใครจะทำให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปได้ อยากให้ทุกพรรคการเมืองถอยมาข้างหลังสักก้าวและคิดให้ดีว่า สิ่งที่ทำอยู่ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อคะแนนเสียงอย่างเดียวหรือไม่
เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลวัตจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกฯ อีกหรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่าตนเองบอกเหตุผลที่เลือกนายอนุทินเป็นนายกฯ ไปแล้วมากกว่า 10 ครั้ง เพราะแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยขาดความชอบธรรมในการเป็นผู้นำรัฐบาลจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรครวมไทยสร้างชาติก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะตนเองไม่สามารถเป็นไม้พยุงให้กับคนที่ทำรัฐประหารได้ นอกจากนี้ยังมีแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้นไม่รู้ว่าเหลือกี่เสียง ดังนั้นทางเลือกเดียวในขณะนั้นคือนายอนุทิน หากงดออกเสียงกันหมด พรรคเพื่อไทยก็กลับมา
เหตุผลของตนเองคือ การเลือกนายอนุทิน ภายใต้ 2 เงื่อนไข เงื่อนไขแรกจะต้องแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาชัดเจน เงื่อนไขที่ 2 คือการแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภา ซึ่งนายอนุทินยืนยันว่าทำได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ทั้งสองเรื่อง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงไม่มีโอกาสที่จะเลือกนายอนุทิน
นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่าการเข้ามาทำงานในครั้งนี้ ตนเองอยากจะเข้ามาทำงานไม่ใช่บอกว่าจะไม่ร่วมกับคนนั้นคนนี้ โดยผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ใครได้ที่ 1 จะเป็นผู้ที่มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล เราต้องให้เกียรติเขา ซึ่งต้องดูผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ใครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม
ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนมีการเปิดตัวรัฐมนตรีคนนอก นายกัณวีร์ ระบุว่าเป็นการตัดสินใจของพรรคประชาชนที่จะเสนอใครเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีเงา ตนเองยืนยันชัดเจนว่าหากจะเข้ามาทำงานการเมืองจำเป็นจะต้องมีความรับผิดชอบ ใครก็ตามที่จะเข้ามาทำงานด้านการเมืองจะต้องเข้ามาสมัคร สส.เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ตนเองอยากเห็นความมุ่งมั่น ยอมเสียสละมาเป็นผู้รับใช้พี่น้องประชาชนเข้ามาต่อสู้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อบอกนโยบายกับพี่น้องประชาชน
“มันจะต้องมีความรู้สึกผูกมัดกับคำพูดของเราที่ให้ไว้กับประชาชน ถ้าคุณอยากมาทำงานการเมืองกับพรรคพลวัตจะต้องลงหาเสียงกับพวกเรา ต้องเดินหน้าบอกประชาชนว่าจะเป็นคนที่เข้าไปทำงานในคณะรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร แต่ถ้าเป็นพรรคอื่นขอไม่ก้าวล่วง เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคที่จะดำเนินการ” นายกัณวีร์ กล่าว












