POLITICS

‘สุดารัตน์’ ลุยชุมชนคลองเตย แนะเร่งเพิ่มจุดตรวจ และเพิ่ม จนท.ตรวจให้จบภายใน 2 สัปดาห์

วันนี้ (6 พ.ค. 64) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมทีมพรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่ชุมชนคลองเตย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พร้อมรับฟังปัญหา พูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อหาแนวทางควบคุมการระบาดให้ได้เร็วที่สุด ชุมชนคลองเตยที่มีถึง 39 ชุมชน ประชากรร่วมแสนคน ไปทำงานทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล

คุณหญิงสุดารัตน์ได้ร่วมรับฟังปัญหาของชุมชน และข้อเสนอแนะจากผู้นำ 11 ชุมชน ซึ่งสิ่งที่คนในชุมชนต้องการมากที่สุดคือ การ “ตรวจหาเชื้อ” ให้ได้มากที่สุด และอยากให้ตรวจจบเป็นชุมชนๆ ไป

สำหรับข้อสรุปจากการหารือร่วมกับตัวแทนชุมชน 11 ชุมชนมีดังนี้

1) ขอให้เร่งระดมตรวจเชื้อ โดยระดมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากจังหวัด ที่มีผู้ติดเชื้อน้อยมาช่วย รับผิดชอบตรวจเชื้อเป็นรายชุมชน เพื่อให้ตรวจจบเป็นชุมชนๆไป เร่งตรวจให้จบภายใน 2 สัปดาห์

2) ต้องควบคุมพื้นที่ โดยให้คนหยุดอยู่แต่ในบ้านอย่างน้อย 15 วัน เพื่อระงับการแพร่ระบาดในชุมชน และที่สำคัญยิ่งคือหยุดการแพร่ระบาดออกนอกชุมชน เสนอให้ช่วยค่าใช้จ่ายคนละ 5,000 บาท เพื่อให้หยุดงาน ตรวจเชื้อ และกักตัวที่บ้าน

3) เร่งฉีดวัคซีนให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า “ขอย้ำว่า ขณะนี้เกือบทุกชุมชนในกรุงเทพฯมีสภาพ ไม่ต่างจากคลองเตย ต้องเร่ง ‘ตรวจเชิงรุก’ ทุกชุมชน โดยใช้มาตราการเดียวกันกับคลองเตย คือ เร่งจ่ายเงินชดเชยเยียวยาเพื่อให้คนหยุดอยู่กับบ้านแล้วเร่งตรวจให้จบโดยเร็ว ที่สำคัญต้องเร่งตั้งศูนย์คัดกรองทุกเขต ทั้ง 50 เขต โดยด่วน ไม่เช่นนั้น การระบาดจะยืดเยื้อเกินสิ้นเดือนนี้ จะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและสุขภาพของประชาชนแบบไม่ควรจะเสีย รวมทั้ง ความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากจนทุกข์เข็ญ”

นายสมเกียรติ อดีตประธานสภาเขตคลองเตย แสดงความกังวลกรณีข่าวเผยแพร่สถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ในชุมชนคลองเตย อย่างเข้มข้น จนบางประเด็น เกินเลยจากข้อเท็จจริง ทำให้พี่น้องประชาชนชาวชุมชนคลองเตย ที่ไม่ได้ติดเชื้อ และไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งมีชาวชุมชน ถูกกดดันจากการออกไปประกอบอาชีพ จากนายจ้าง บางส่วนถูกบังคับให้กักตัว ขณะที่บางส่วน ต้องได้รับใบรับรอง ผ่านการตรวจ โควิด จึงจะอนุญาตให้กลับเข้าทำงาน และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องกักตัวในระยะยาวซึ่งมีผลต่อการทำงานจนอาจถูกเลิกจ้างการช่วยเหลือเยียวยา จากภาครัฐก็ไม่เพียงพอ ที่จะช่วยคนเหล่านี้ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวในสถานการณ์วิกฤตได้

Related Posts