‘ศ.ดร.สิริพรรณ’ มองสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่
‘ศ.ดร.สิริพรรณ’ ชวนมองสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทำลายมุมมองรัฐศาสตร์เดิม เปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ อาจยืดเยื้อ แต่ยังไม่ยกระดับเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
(วันที่ 6 มี.ค. 69) ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ The Reporters มองสถานการณ์ในตะวันออกกลางในมุมมองรัฐศาสตร์ และการเมืองเปรียบเทียบ ซึ่งหลายท่านอาจสงสัยว่าที่เห็นว่าการเปิดฉากโจมตีอิหร่านของ อิสราเอล เป็นความขัดแย้งทางศาสนาและวัฒนธรรมหรือไม่ ซึ่งเดิมถูกมองเป็นความขัดแย้งในเชิงศาสนา ระหว่างยิว กับ อิสลาม อย่างที่นักวิชาการ Samuel Huntington ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1992 มองว่าโลกหลังสงครามเย็นไม่ได้ปะทะกันระหว่างโลกของคอมมิวนิสต์ หรือ เสรีนิยม แต่เป็นอารยธรรม
ซึ่งเหตุการณ์นี้คำอธิบายถูกบางส่วน ที่ว่าความขัดแย้งมาจากวัฒนธรรม ศาสนา ก็จริง แต่มีอีกคำถามหนึ่งว่า ทำไมอิหร่าน ถึงโจมตีไปยังประเทศเพื่อนบ้านของตัวเองในตะวันออกกลางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น บาห์เรน คูเวต โอมาน ทำให้เห็นความขัดแย้งทางศาสนาและวัฒนธรรม เป็นจุดกำเนิดความไม่ไว้วางใจกัน
“แต่กลุ่มตะวันออกกลางไม่ได้จับมือสู้กับ สหรัฐฯ หรือ อิสราเอล ที่เป็นยิว เราจะเห็นประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอเมริกาและให้ความร่วมมืออันดีกับอิสราเอล ซึ่งถ้ามองแง่นี้จะเห็นว่า โลกตะวันตกและกลุ่มประเทศน้ำมัน มองอย่างไร ประเทศเหล่านี้ที่ผ่านมาได้มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันโดยเฉพาะกับอิสราเอล ตั้งแต่ปี 2020 มีการตกลง Abraham Accords ในรัฐบาลทรัมป์ 1 เป็นตัวกลางทำให้ หลายประเทศ เช่น ซูดาน และ UAE สถาปนาทางการทูต กับ อิสราเอล”
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า เมื่อความขัดแย้งไม่ได้แบ่งขั้วทางศาสนา และอารยธรรมอย่างเดียว แต่มาด้วยเรื่องสันติภาพที่จะนำมาซึ่งการค้าขาย และความมั่งคั่ง และความอยู่รอดของราชวงศ์ เช่น ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน มีราชวงศ์ เขากลัวว่าถ้าอิหร่าน ที่มีระบอบเทวาธิปไตย ไปโค่นล้มระบอบกษัตริย์ ตั้งแต่การปฏิวัติปี 1979 อาจจะเกิดกับประเทศเหล่านี้ได้ ความขัดแย้งจึงมีหลายระดับ รวมถึงในโลกอิสลาม ก็แบ่งนิกาย ซุนนี ซาอุฯ และ ชีอะฮ์ ก็มีความไม่ไว้วางใจกัน
หากตั้งคำถามว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการอะไรจากการเริ่มสงครามครั้งนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ มองว่า เป้าหมายใหญ่ของทรัมป์ คือ จีน เพราะภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือจีน อย่างการบุกจับตัวผู้นำ เวเนซุเอลา เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ที่ใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งเวเนซุเอลา ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับจีน มีการส่งออกน้ำมันไปจีนจำนวนมาก การบุกเวเนซุเอลา ให้เปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อตัดทอนอำนาจกับจีน
ขณะที่อิหร่าน ในช่องแคบฮอร์มุซ ก็ส่งน้ำมันไปยังจีนและรัสเซีย เป้าหมายของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่จีน แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าความบาดหมาง ระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน เป็นแผลที่ร้าวลึก มีหลายบาดแผล ที่ต่างฝ่ายต่างทำให้เกิดแผลเป็นทางการเมืองด้วยกัน
ถ้าจำกันได้ในปี 2020 ก่อนหมดวาระ รัฐบาลทรัมป์ 1 เคยบุกโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้นายพลโซเลมานี เสียชีวิต จึงเป็นบาดแผลที่อิหร่านมองทรัมป์ สิ่งที่ทรัมป์มอง เวลามองโลก ว่าทำไมจะเปลี่ยนระบอบ Regime Change เพราะว่าระบอบของอิหร่านจะต่างจากหลายประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรืออย่างจอร์แดน จะเป็นแบบไทย แต่ระบอบของอิหร่าน เป็น เทวาธิปไตย ที่ล้มระบอบกษัตริย์ แทนที่ผู้นำทางศาสนา ที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณ แม้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่อยู่ภายใต้การกำกับของผู้นำศาสนา
ซึ่งการใช้ผู้นำทางศาสนา ที่มีอำนาจในการครอบครองความรู้สึกนึกคิดทางสังคม ทำให้ความจงรักภักดีต่อระบบการเมืองมันลุ่มลึกกว่า ระบอบทั่วไป ซึ่งทำให้สหรัฐฯ มองว่า เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ต่อการสื่อสารระหว่างกัน สหรัฐฯ ถึงมองว่า ถ้าเปลี่ยนระบอบอันนี้ได้ แม้แต่จะเป็นระบอบกษัตริย์ หรือไม่ได้เป็นผู้นำจิตวิญญาณ อาจจะสื่อสารกับตะวันตกได้ดีกว่า
“พอทรัมป์ พูดแบบนี้ ในแง่หนึ่ง กลายเป็นจุดอ่อน ของทรัมป์เอง โดยอ้างว่า อิหร่านจะมีนิวเคลียร์มาโจมตี หรือจะย้อนกลับมาโจมตีอเมริกา เลยต้องป้องปรามไปก่อน เป็นเหตุผลที่ไม่คงเส้นคงวา ทำให้วุฒิสภา ตั้งคำถามกับทรัมป์ว่า การโจมตีใช้อำนาจอะไร เหตุผลอะไร และเป้าหมายอะไร เพราะไม่คงเส้นคงวา”
กรณีมติวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่มีทางไปยับยั้งทรัมป์ได้ เพราะ ถ้าเข้าใจการเมือง ว่ายากจะเกิดขึ้น ต้องบอกว่า อำนาจของทรัมป์ เป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญ ตั้งใจแบ่งแยกและถ่วงดุล ไม่ให้อำนาจสงครามอยู่ภายใต้การกำกับของคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จะให้อยู่กับ ประธานาธิบดี หรือวุฒิสภา ไม่ได้ จึงแบ่งเป็นสองส่วน
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในหมวด 1 ให้อำนาจในการประกาศสงครามเป็นของสภาคองเกรส รวมถึงการควบคุมงบประมาณการทหาร อยู่ที่สภาคองเกรส แต่อำนาจขับเคลื่อนทหารอยู่ภายใต้ ประธานาธิบดีที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
“ทรัมป์ จึงใช้อำนาจนี้ในการส่งกองกำลังไปโจมตีประเทศ เป็นอำนาจของ ทรัมป์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยไม่ได้ประกาศสงคราม ก็ไม่จำเป็นให้สภาคองเกรสอนุมัติ เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีต ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนทำแบบนี้”
แต่ วันนี้วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร มองว่าการที่ทรัมป์ ทำแบบนี้ พรรคเดโมแครต มองว่าขัดรัฐธรรมนูญ ในแง่ที่ว่าเป็นอำนาจประธานาธิบดีก็จริง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญภัยคุกคามอันใหญ่หลวง ซึ่งสภาคองเกรส พยายามจะถามทรัมป์ว่า อะไรคือภัยคุกคาม ทรัมป์ ก็บอกว่า อิหร่านกำลังมีนิวเคลียร์ เป็นภัยร้ายแรง ซึ่งการถกเถียงการลงมติ ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่าง และเวลาลงมติ ก็เป็นไปตามใครคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่ง รีพับลิกันได้ 53 ต่อ 47 ซึ่งเสียงเท่ากัน แม้มีฝั่งเดโมแครตโหวตให้ด้วย ต่างพรรคโหวตให้เสียงจึงออกมาเท่าเดิม
ถึงแม้หากวุฒิสภาเห็นชอบ ที่จะลดทอนอำนาจของทรัมป์ ก็ยังไม่สามารถยุติการกระทำของทรัมป์ เพราะต้องให้ สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบ และให้ ทรัมป์ ลงนามด้วย ถึงจะออกเป็น กฎหมายมีผลบังคับกับฝ่ายบริหารได้ และทรัมป์มีสิทธิวีโต้ ด้วยซ้ำไป ถ้าทรัมป์วีโต้ และต้องกลับมาใช้เสียง 2 ใน 3 ของแต่ละสภาฯ เพื่อยืนยันที่จะขอใช้อำนาจนี้ จะเห็นว่าเกิดขึ้นได้ยากที่ฝ่ายสภาคองเกรส จะยับยั้งอำนาจนี้ของทรัมป์
“ถ้าสงครามยืดเยื้อ มีทหารเสียชีวิตมากขึ้น และใกล้เลือกตั้งกลางเทอม เป็นสิ่งที่อาจทำให้ทรัมป์ทบทวนได้ เพราะการต้องการเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน ไม่ได้ง่ายเหมือน เวเนซุเอลา เราเห็นการโต้กลับของอิหร่านในทุกมิติ อิหร่านสามารถทำสงครามแบบยืดเยื้อได้ ตราบใดที่ไม่ไปโจมตีเพื่อนบ้านมากไป”
แต่การเปลี่ยนระบอบอิหร่าน ต้องเคลื่อนกำลังพลภาคพื้นดิน เป็นความเสี่ยงสูงสุดของสหรัฐ ถ้าจะทำแบบนั้น ซึ่งสภาพภูมิประเทศในอิหร่านยาก เช่นในสงครามเวียดนาม และอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ใช้ความพยายาม 20 ปี จนพ่ายแพ้
ถ้าเราฟังทรัมป์ จะบอกว่า เขาจะคอยเด็ดหัวผู้นำจิตวิญญาณแต่ละคน ของอิหร่าน และองค์คณะที่เป็นกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ และให้คนอิหร่าน มาจัดตั้งรัฐบาล เป็นจุดที่ไม่ง่าย เพราะระบอบนี้ของอิหร่าน ได้สร้างความจงรักภักดีและเชื่อถือในผู้นำศาสนาอย่างมาก อย่างที่เห็นในเวลานี้
ดังนั้นถ้าไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงภายในอิหร่านเอง คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ต่อให้ทำได้แต่ไม่ยั่งยืน แต่ต้องมาจากความพร้อมของคนในสังคมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนมากกว่า จุดนี้เป็นอันตรายสำหรับทรัมป์ ว่า ขอบเขตจาก 1 เดือน อาจจะขยาย เป็น 8 สัปดาห์
ซึ่งถ้าใกล้เลือกตั้ง ในเดือน พ.ย. นี้ ทรัมป์อาจทบทวนว่าต้นทุน งบประมาณที่เสียไป รวมถึงความชอบธรรมความเชื่อมั่นของอเมริกา ที่มีต่อทรัมป์ บางคนเลือกทรัมป์มาเป็นผู้นำที่มาสร้างสันติที่อยากได้รางวัลโนเบลสันติภาพ แต่มาทำแบบนี้ จะส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของ สหรัฐฯ ด้วย แต่ อิทธิพลของทรัมป์ ที่มีต่อ พรรครีพับลิกันสูงมาก จนไม่มีใครทัดทานทรัมป์ได้
“ทรัมป์ ก็เล็งเห็นว่า ระบอบเทวาธิปไตยของอิหร่านยิ่งฝังรากลึก จึงอยากเปลี่ยน แต่กลับพบว่ามีความเข้มแข็งมาก เพราะ อารยธรรมเปอร์เซียของอิหร่านจะลึกซึ้ง แต่ทำให้ต่างไปจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง และพอถึงจุดหนึ่ง เรื่องภราดรภาพของชาวมุสลิม ถ้า ทรัมป์ ไปแตะมาก อาจมองว่า อิหร่าน ถูกรังแกได้ และอิสราเอล โดยเนทันยาฮู ที่เคยโจมตีปาเลสไตน์อย่างหนัก ก็ถูกตั้งคำถามด้วย
“หาก ทรัมป์ และ อิสราเอล ไม่คำนึงถึง กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่คำนึงถึง UN แต่บอกว่า สิ่งที่กำกับเขา คือจริยธรรมของตนเอง ที่จะบอกว่าจะทำอะไรได้ เขาปฏิเสธ กฎกติการะหว่างประเทศ ซึ่งหลายคนบอกว่าสิ่งที่ทรัมป์ ทำมีแต่โชว์พลังและอำนาจเท่านั้น ไม่มีความถูกต้อง แต่อยากมองว่า ทรัมป์ พยายามโชว์ว่า ต้องการกำราบการใช้อำนาจเผด็จการที่กดขี่ประชาชน จึงอ้างความชอบธรรม อย่างที่เข้าไปจัดการ เวเนซุเอลา และ อิหร่าน ในครั้งนี้ และย้ำอยู่เสมอว่าขึ้นอยู่กับจริยธรรมภายในของทรัมป์เอง
ศ.ดร.สิริพรรณ เชื่อมั่นว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับ อิหร่าน ยังไม่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 คิดว่าไม่ไปถึงจุดนั้น แม้แต่ในระบบสงครามภูมิภาค ประเทศอื่น ๆ ในโลกอาหรับ อยากเห็นสันติภาพมากกว่าที่จะมารุมตะลุมบอนกันในสงครามนี้ ทุกฝ่ายพยายามป้องปรามและยับยั้ง ยังใช้พื้นที่ทางการทูต หลายประเทศแม้บอกว่าอิหร่าน ขยับไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้านแต่ยังไม่ถูกโต้กลับ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
“แต่ถ้าสงครามยังอยู่ภายในวงนี้ 3 ประเทศ 2 ฝ่าย ก็อาจจะเป็นสงครามยืดเยื้อ อย่างที่อิหร่านต้องการ แต่ถ้ายื้อไปแบบ สหรัฐอเมริกาจะถูกตั้งคำถามโดยสังคม ประชาชนสหรัฐอเมริกาเอง และประเทศอาหรับก็ไม่อยากยุ่ง เพราะถ้ายิ่งมายุ่งจะทำให้ส่งผลกระทบมากขึ้น”
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวย้ำว่า ถึงที่สุดแล้ว สงครามครั้งนี้ มันชี้ชัดว่าหลังจากนี้ โลกไม่เหมือนเดิม การจัดพันธมิตร หรือระเบียบโลก การนำของศูนย์อำนาจในโลกจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะระเบียบโลกมุสลิมในตะวันออกกลาง ซึ่งความไม่แน่นอนและความกังวลต่อความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขในการจัดระเบียบโลกใหม่
‘ดูไบ’ ที่เป็นสวรรค์ของนักลงทุน จะถูกตั้งคำถามว่าปลอดภัยอีกหรือไม่ ถ้าเกิดอะไรกับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย จะเปลี่ยนเป็นพี่เบิ้มของโลกมุสลิม เราคงต้องเฝ้าดู อย่าตื่นตะหนกไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่หลังจากนี้พันธมิตรและระเบียบของตะวันออกกลางจะขยับ
“หวังว่าสหรัฐจะไม่ติดหล่ม ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ คนอเมริกา กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลังสงครามเวียดนาม และสงครามอ่าว คนอเมริกันจะหวาดผวากับการสูญเสียดังกล่าว อย่างที่เห็น #Sendbarron ส่งลูกคุณไปรบไม่ใช่ส่งลูกคนอื่นไปตาย และมีเสียงของต่อต้านสงคราม รวมถึงการพยายาม สว. ที่จะกำจัดอำนาจของทรัมป์ พยายามแล้วนะ ทัดทานอำนาจทรัมป์ ซึ่งอาจต้องรอดูนานหน่อย แต่น่าจะก่อน การเลือกตั้งกลางเทอม ของสหรัฐฯ ก็พอจะมองออก
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวย้ำว่า คนไทยน่าจะมีจุดยืนเดียวกันที่อยากเห็นสันติภาพ อยากเห็นโลกที่สงบและอยากเห็นการกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2025













