POLITICS

‘อนุทิน’ ขอบคุณศาล รธน.ตีตกคำร้องปมใช้ที่สาธารณะทำรันเวย์ – MOA

‘อนุทิน’ ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้องปม ใช้ที่สาธารณะทำรันเวย์ – MOA พรรคประชาชน ยัน มั่นใจในความบริสุทธิ์ เผย เล่นการเมืองมา 22 ปี รู้อยู่แล้วต้องมีคนมาคอยตรวจสอบ แต่เชื่อบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ เมิน คนวิจารณ์ ”เป็นพรรคน้ำเงินถึงรอด“ บอกรู้ตัวเองตลอดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

วันที่ (4 ก.พ. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง ปม ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้นลงอากาศยาน เอื้อธุรกิจ และการลงนาม MOA ว่า ต้องเรียนสื่อมวลชนว่า ตนยังไม่ทราบเลยว่าใครไปยื่นคำร้อง ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยังอำนวยความยุติธรรมใหักับประชาชนทุกคน

“เพิ่งจะทราบข่าวจากสื่อโซเชียลว่า มีคนมาฟ้องเราเรื่องนี้ด้วยหรือ ซึ่งการที่ท่านไม่ได้รับคำร้อง เรื่องก็ไม่ได้ถูกส่งมาให้ผมได้รับทราบ ผมก็เลยยังไม่ได้ตั้งที่ปรึกษาและทนายความเข้ามาสู้คดีเลย เพราะตกไปในขั้นตอนการยื่นคำร้อง“ นายอนุทิน กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แน่นอน ตนเข้าการเมืองมา 20 กว่าปีแล้ว สิ่งที่ตนคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดขึ้น คือ จะต้องมีคนมาคอยตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ซึ่งตั้งแต่ปี 2547 ตนก็บริหารจัดการชีวิตของตนเองให้ปลอดจากเรื่องที่จะต้องไปตีความหรือเรื่องที่จะต้องไปมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับรัฐต่างๆ และเรื่องใดๆ ก็ตามที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องลมเพลลงพัดเข้ามา ไม่ใช่เมื่อวานทำธุรกิจแล้ววันนี้เข้ามาเป็นนักการเมือง แต่ตนมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมาเป็นนักการเมือง ฉะนั้นตนก็หันเหตั้งเข็มชีวิตใหม่ ไม่ได้มีความสนใจที่จะทำธุรกิจ โดยเฉพาะการแสวงหาผลกำไร เพราะเมื่อมาทางนี้แล้วก็ต้องเอาดีทางนี้ให้ดีที่สุด

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมื่อเป็นคดีของพรรคสีน้ำเงิน กลับไปโดนคดี นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่สามารถลงไปห้ามคนที่พูดวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ช่วง 22 ปีในชีวิตการเมือง โดยเฉพาะปีท้ายๆ ถือเป็นปีแห่งหนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะตอนมีตำแหน่งก็จะถูกสาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี และยอมรับว่า บางครั้งก็มีความรำคาญใจ แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้เงินทองที่ใช้อยู่ ก็ใช้จากเงินเดือนที่รับราชการ ซึ่งก็เพียงพอไม่ต้องอะไร ไม่ต้องลงทุนภาระส่วนตัวก็ไม่มี ลูกหลานก็โตหมดแล้ว พี่น้องก็ดูแลตัวเองได้หมดแล้ว เราก็ใช้เวลาเต็มที่ในการทำงานให้กับบ้านเมือง และยิ่งเมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งไม่มีความสนใจเรื่องของกิจการหรือการประกอบธุรกิจใดๆ ในภาคเอกชนเลย

Related Posts

Send this to a friend