POLITICS

‘ชลน่าน’ แจงเพื่อไทยรับความเห็นมาแก้ ม.112 ต้องแก้ที่การบังคับใช้ที่ไม่เป็นธรรมก่อน

‘ชลน่าน’ จ่อยื่นญัตติไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติ จี้รัฐแก้วิกฤตประเทศ แจงเพื่อไทยรับความเห็นมาแก้ ม.112 ต้องแก้ที่การบังคับใช้ที่ไม่เป็นธรรมก่อน

วันนี้ (3 พ.ย. 64) ที่อาคารรัฐสภา นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนการประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านในช่วงเช้าวันนี้ว่า “เป็นการประชุมหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นปกติทุกสัปดาห์ในคราวเปิดสมัยประชุม ประเด็นที่จะปรึกษาหารือก็เป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานในสภาเป็นหลัก วันนี้จะมีประเด็นคือนำเรื่องอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา 152 ซึ่งเป็นเรื่องที่จะให้รัฐบาลมาแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และทางรัฐสภาหรือสภาฯ เรามีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไปแก้ปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชน”

นพ.ชลน่าน ชี้แจงปัญหาสำคัญที่จะเป็นประเด็นวาระอภิปรายทั่วไป คือ วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และการถูกจับกุมคุมขัง โดยมุ่งยึดสภาพปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก แม้ยังไม่มีกรอบเวลาการยื่นตามมาตรา 152 อย่างชัดเจน แต่ นพ.ชลน่าน เน้นย้ำว่าจะเร่งรัดดำเนินการยื่นญัตติโดยเร็ว

“การยื่นตามมาตรา 152 ก็เขียนบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญว่ายื่นได้ปีละ 1 ครั้ง สมัยประชุมที่ผ่านมาเรายื่นญัตติไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ไปแล้ว สมัยนี้เป็นสมัยประชุมที่ 2 ปีที่ 3 ก็เป็นเรื่อง 152 เดี๋ยวปรึกษาหารือกันเรื่องของการเขียนประเด็นญัตติ แล้วก็ยื่น ถ้าพร้อม ก็ต้องเร็ว ผมเองพอมารับหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็จะดูเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันรอไมได้ กลไกรัฐสภาควรแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชน”

ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นพ.ชลน่าน ชี้แจงว่าคงไม่เป็นประเด็นหลักในการปรึกษาหารือ แต่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังกล่าวถึงกระแสตอบโต้แถลงการณ์ของพรรคจากประเด็นกฎหมายดังกล่าวด้วยว่า 

“เจตนารมณ์จริง ๆ ที่ออกไป กับที่นำเสนอเผยแพร่ในสื่อค่อนข้างไม่ตรงทีเดียวนัก เจตนารมณ์เราที่แถลงไป มี 2 เรื่องชัด ๆ คือ หนึ่ง เราต้องการปกป้องคุ้มครองผู้ที่ถูกการบังคับใช้กฎหมาย ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพเขา ไปจับเขาเป็นนักโทษทางความคิด เพียงแค่เขาเห็นต่าง ไปจับกุมคุมขังเขา ทำให้เขาเป็นนักโทษทางความคิด นี้เป็นการนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง”

“สอง เราเห็นสภาพปัญหาซึ่งจะเป็นวิกฤตทางการเมือง มีความเห็นต่างกันมากในเรื่องนี้ ทั้งผู้เรียกร้อง ผู้สนับสนุน และผู้ต่อต้าน หากเราปล่อยไว้ในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ดึงสภาพปัญหาเหล่านั้นมาแก้ไขในรัฐสภาตามวิถีประชาธิปไตยเนี่ย
สิ่งที่มันเป็นความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นคือการแก้ไขนอกสภาฯ เราไม่อยากให้เกิดขึ้น ต้องรีบนำปัญหาเข้าสู่รัฐสภาเพื่อแก้ไขตามวิถีประชาธิปไตย นี่คือเจตนารมณ์ เราไม่ได้มุ่งหมายว่าจะแก้อย่างไร หน้าที่ของเราคือรับเรื่องเข้ามา การแก้ไขเป็นหน้าที่ของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรม สภาพบังคับหรือการบังคับใช้ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล หรือผู้สั่งการ หรือแม้แต่ใช้ตัวบทกฎหมายเป็นเครื่องมือ”

“พรรคเพื่อไทยไม่ได้บอกว่าจะทำอะไร แต่พรรคจะอาสาว่าจะนำเหล่านั้นเข้าสู่การแก้ไขในรัฐสภาตามวิถีประชาธิปไตย เราอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี หากเราปล่อยไว้อย่างนี้ กระบวนการแก้ไขปัญหาก็จะกลับไปสู่วงจรอุบาทว์เหมือนเดิม สังเกตมีการปะทะทางความคิดแตกแยกอย่างมาก ซึ่งไม่เหมาะควรอย่างยิ่ง”

จากกรณี ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กกลางดึกเมื่อคืนนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า “เราฟังความเห็นของทุกฝ่ายทุกคน ส่วนจะนำเข้าสู่สภาในมุมไหนอย่างไร ก็เป็นไปตามสภาพนั้น ก็ยอมรับเรื่องนี้มีความเห็นสองฝ่าย ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นหน้าที่ เราปล่อยปัญหาไปสู้กันบนถนนไม่ได้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องนำความเห็นมาแก้ปัญหา ส่วนจะเป็นความเห็นของใครผู้ใดก็ขึ้นอยู่กับรัฐสภาซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ระบบรัฐสภาเป็นเสียงข้างมาก อันไหนเป็นเสียงข้างมาก เป็นเรื่องที่ดีก็ผ่านการแก้ไข ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาได้อย่างเดียว สามารถใช้กลไกสภาตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินได้เลย ทั้งการตั้งกระทู้ถามสด การนำเข้าสู่กรรมาธิการตรวจสอบได้เลย เสนอเป็นญัตติด่วนก็ได้ ทำได้หลายมิติ”

Related Posts

Send this to a friend