POLITICS

รมว.ยุติธรรม เปิดข้อมูลขบวนการน้ำมันล่องหน จ.สุราษฎร์ฯ

หายไป 57 ล้านลิตร ยันไม่เกี่ยวโรงกลั่น ด้าน ศรชล.สนธิกำลัง DSI แกะรอย 96 เที่ยวเรือพิรุธ หลังพบลอยลำ-ลอบถ่ายน้ำมันกลางทะเล

วันนี้ (3 เม.ย.69) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ว่าจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน ซึ่งการดำเนินการของเราจะดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายปกครองเข้าไปการตรวจสอบปลายทางที่สถานีบริการน้ำมัน อีกส่วนมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำการตรวจสอบจากต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นมาถึงคลังน้ำมัน เมื่อนำข้อมูลมาชนกันผลการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตรวจพบการกระทำผิดและมีการจับกุมหลายรายในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดนครสวรรค์

ยกกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางพบว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมันเดินทางไปในพื้นที่ 6 แห่ง จำนวน 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียง 160 ล้านลิตร หายไป 57 ล้านลิตร

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่าการดำเนินการเรื่องคดีเราจะดำเนินการในมาตรฐานเดียวกัน โดยจะเอากรณีของจังหวัดสุราษฎร์ธานียึดเป็นแนวทาง ซึ่งหากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยยืนยันได้ว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน มีน้ำมันคงถังแค่ปริมาณที่เขาไม่สามารถดึงขึ้นมาจำหน่ายได้เท่านั้น

พล.ต.อ.ดร.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปนม.ตร.กล่าวว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน จากการสุ่มตรวจสถานีบริการที่ปิดตัวลง พร้อมกับดูว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ พบสถานีบริการ 27 แห่ง 12 จ๊อบเบอร์ส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการที่ปิดตัวลง และจากการตรวจสอบสถานีบริการ 39 แห่ง พบมี 6 แห่งที่น่าสงสัยและเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน จึงมีการจับกุมเพิ่มเติมในส่วนของการขนส่ง

วิธีการที่น่าเชื่อว่านำไปสู่การกักตุนคือมีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง บางครั้งในเดือน ก.พ.69 จ่ายน้ำมัน 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค.69 จ่ายลดลงเหลือ 11 ล้านลิตร แต่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันและกลั่นน้ำมันอย่าง 100% ไม่มีการขาดตลาด แต่เมื่อไปถึงคลังกลับมีการจ่ายผิดปกติในลักษณะของการเก็งกำไร ส่วนคลังน้ำมันทางภาคเหนือจะจำหน่ายน้ำมัน 2 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในช่วงภาวะวิกฤตจ่ายอยู่ที่ 1.2 ล้านลิตร

ขณะที่ภาคเหนือตอนล่างมีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเป็นอย่างมาก เชื่อได้ว่ามีการกักตุน ทั้งยังพบคลัง 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมันและถูกลดโควตาลงในขณะที่โรงกลั่นส่งน้ำมันให้เต็มที่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจจะนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือไม่ กำลังตรวจสอบ เราตรวจสอบพบสถานีบริการน้ำมันที่ใช้วิธีการสั่งน้ำมันไปแล้วไม่ได้ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งจะได้รับกำไรมากกว่าหน้าปั๊มอยู่ 10 บาททันที เช่น ส่งไปให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรมโดยไม่ได้จำหน่ายหน้าปั๊ม นอกจากนี้ยังมีการลักลอบส่งออกน้ำมันที่อำเภอแม่สอด โดยใช้รถบรรทุกน้ำมัน 4 หมื่นลิตร ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป

ส่วนเรื่องเรือประมงที่มีการถ่ายน้ำมันให้เรือกัมพูชาที่มีการแชร์ในโซเชียลมีเดียของกัมพูชา พบว่าเรือดังกล่าวเป็นเรือของคนไทย มีลูกเรือ 6 คน เรือดังกล่าวเป็นเรือที่สวมทะเบียนชื่อโชคชลกร อยู่ระหว่างการตรวจสอบเจ้าของเรือ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล.กล่าวว่าเราได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบสกัดกั้นการขนส่งน้ำมัน หรือการลักลอบค้าน้ำมันในทะเลตลอดมา โดยในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เรามีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นภาวะสงคราม ทำให้การขนส่งน้ำมันขาดตอน เกิดภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย

ศรชล.จึงได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบ เส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ทางทะเล โดยมีการตรวจสอบเที่ยวเรือจำนวน 96 เที่ยวในเดือน มี.ค.69 พบความผิดปกติในการเดินเรือที่เพิ่มขึ้น มีการเดินเรือที่ช้ากว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จากการประวิงเวลาในการเดินทางพบมีความผิดปกติอยู่ที่ 20 เที่ยว ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเดินเรือผิดปกติหนึ่งวันจำนวน 13 เที่ยวเรือ มีปริมาณน้ำมัน 35 ล้านลิตร อีกกลุ่มเดินเรือช้าสองวัน จำนวน 7 เที่ยวเรือ มีปริมาณน้ำมัน 16 ล้านลิตร ซึ่งรวมกันแล้วมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบกันต่อไป

ในการวิเคราะห์ข้อมูลพบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มที่มีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน เราตรวจสอบพฤติกรรมได้แล้ว และกำลังจะเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดร่วมกับ DSI เพื่อดำเนินการต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่าพบความผิดในลักษณะน้ำมันหาย โดยการลักลอบขนส่งอาจจะต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่สิ่งที่พบมูลความผิดได้เลยคือการกักตุนน้ำมันเพราะตามกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงเวลาในการขนส่ง ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจการคลัง เข้าเงื่อนไขที่จะรับเป็นคดีพิเศษได้ ตามพระราชบัญญัติสินค้าและบริการฯ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วสามารถตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนได้ ซึ่งจะมีการบูรณาการกันอย่างเต็มที่

Related Posts

Send this to a friend