POLITICS

3 พรรคการเมืองขึ้นเวทีดีเบต “กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

3 พรรคการเมืองขึ้นเวทีดีเบต “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” ชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ลดพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ‘การดี’ ชูเครื่องยนต์ใหม่จากท่องเที่ยว-เกษตร ด้าน ‘ศิริกัญญา‘ ดันเศรษฐกิจในประเทศ-FDI คุณภาพ ขณะที่ ’เผ่าภูมิ’ ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนโลก

วันนี้ (3 ก.พ. 69) ในงานดีเบต “ตอบโจทย์ 8 บรรณาธิการ กู้ไทยทานิก เศรษฐกิจไทย” โดยมีตัวแทนจาก 3 พรรคการเมือง ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคและทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน โดยมี กรุณา บัวคำศรี ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

ช่วงแรกของเวทีเป็นการตั้งคำถามถึงการวาง “ยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศไทย” เพื่อหลุดพ้นจากการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม และมองหาเครื่องยนต์ใหม่ที่จะพาประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ระบุว่า คำถามเรื่องยุทธศาสตร์ควรเป็นคำถามหลักของการเมืองทุกที่ พร้อมเสนอว่าประเทศไทยต้องเริ่มจากการ “ตั้งเป้าและเห็นภาพอนาคตร่วมกัน” เพราะทั้งการท่องเที่ยว การผลิต และการบริหารซัพพลายเชนในอนาคตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเสนอ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่

1.การยกระดับการท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงและมูลค่าสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง

2.การต่อยอดจากเกษตรกรรมสู่เกษตรมูลค่าสูง ไม่เพียงแค่การแปรรูปอาหาร แต่รวมถึง Personalized Food โปรตีนขั้นสูง และการพัฒนาไปสู่การผลิตยา จากฐานภาคการเกษตร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรรูปแบบเดิม

3.การมุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ เช่น Digital Economy ซึ่งแม้ไทยจะเป็นผู้ใช้ที่ดี แต่ยังขาดผู้ผลิตชั้นนำ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่ควรมองแค่การหารายได้จากภายนอกประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างเข้มแข็ง เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการส่งออกและ FDI เป็นหลัก แม้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่ แต่ต้องเปลี่ยนทิศทาง โดยให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการลงทุน” มากกว่าเม็ดเงิน

น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ทุกการดึงดูด FDI ต้องมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี มิฉะนั้นประเทศไทยจะติดอยู่กับบทบาทการผลิตและประกอบ ได้มูลค่าเพิ่มเพียงเล็กน้อย และไม่เคยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตนเอง พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมหลักเดิม เช่น ยานยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ กำลังทยอยชะลอตัว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่น การลงทุนขนาดใหญ่ และโครงการเสรีการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อดึงการลงทุนภาคเอกชนกลับมา ทั้งจากต่างชาติและนักลงทุนไทยในต่างประเทศ โดยย้ำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องตั้งต้นจากคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขณะที่ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล มองว่า การกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไม่ควรโฟกัสเฉพาะอุตสาหกรรมปลายน้ำ แต่ควรมองให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางของซัพพลายเชนโลก” เพื่อกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าหากมุ่งเฉพาะปลายน้ำ จะทำให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงสูง

ดร.เผ่าภูมิ ระบุว่า การเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนต้องเริ่มจากการสร้างความพร้อมภายในประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทรัพยากรมนุษย์ ระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน มีหลักนิติรัฐและนิติธรรม รวมถึงโครงสร้างคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมระดับโลก

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายการเติบโตของ GDP ของแต่ละพรรค ดร.การดี ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าอัตราการเติบโต 5% ภายใน 4 ปี จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา มองว่า อัตราเติบโต 3% อาจดูไม่สูง แต่จะเป็นการเติบโตที่เข้มแข็ง ต่อเนื่อง และยั่งยืน เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงราว 2% ส่วน ดร.เผ่าภูมิ ระบุว่า เพื่อไทยมองเป็น 2 ระดับ คือ การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจปัจจุบันจากราว 3% ขึ้นไป ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี ทุนมนุษย์ กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐาน โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 5% ในระยะต่อไป

Related Posts

Send this to a friend