‘จุลพันธ์’ นำทีม แรงงาน-ปคม. แถลงจับกุม 2 ผู้ต้องหา แก๊งบริษัทหลอกชวนทำงานต่างแดน
‘จุลพันธ์’ นำทีม ก. แรงงาน-ตำรวจ ปคม. แถลงจับกุม 2 ผู้ต้องหา แก๊งบริษัทหลอกชวนทำงานต่างแดน สูญเงินกว่า 20 ล้าน เหยื่อกว่า 100 ราย พร้อมยกระดับมาตรการเชิงรุก-สื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน
วันนี้ (2 พ.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช. ก., พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก. ปคม. พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่บริษัทหลอกลวงคนไปทำงานภาคเกษตรในประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
สำหรับกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ได้รับการร้องทุกข์จากผู้เสียหายนับร้อยราย เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา หลังถูกบริษัทรับทำวีซ่าแห่งหนึ่งหลอกว่าสามารถจัดส่งไปทำงานต่างประเทศได้ โดยต้องจ่ายเงินให้บริษัทก่อนหลักแสนบาท เพื่อที่จะได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับงาน แต่สุดท้ายกลับเงียบหายไป ทำให้มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่าเกือบ 20 ล้านบาท
จากนั้น ภายหลังการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 2 รายคือ 1) นายธนาคาร อายุ 23 ปี และ 2) นายธราเทพ อายุ 23 ปี เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 69 ในฐานกระทำความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง, ร่วมกันโฆษณาจัดหางานโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด, ร่วมกันทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในห้องพักแห่งหนึ่งที่ ต. แม่สอด อ. แม่สอด จ. ตาก
โดยพฤติการณ์ดังกล่าว พบว่าเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568 มีกลุ่มผู้เสียหายได้ไปหาข้อมูลเรื่องการไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งเห็นประกาศรับสมัครพนักงานด้านการเกษตรที่ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่าจะได้รับเงินเดือนประมาณ 100,000 บาท มีที่พักฟรี จึงได้มีการติดต่อไปที่บริษัทของผู้ต้องหาดังกล่าวซึ่งมีการจดทะเบียนบริษัทถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาได้แจ้งกลับมาว่ามีงานอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เป็นการเก็บเกี่ยวผลไม้ การทำเกษตรกรรม มีรายได้เดือนละประมาณ 85,000 บาท และหากทำงานล่วงเวลา อาจได้ถึง 100,000 บาท
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและตั้งใจจะไปทำงานต่างประเทศ จึงได้สมัคร แต่ต้องชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน ได้แก่ ค่าทำสัญญา 80,000 บาท, ค่าประกันชีวิต 40,000 บาท, ค่าออกวีซ่า 9,750 บาท, ค่าแลกเงิน 33,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 162,750 บาท โดยภายหลังที่ชำระเงินไปแล้ว กลุ่มผู้ต้องหาแจ้งว่าจะต้องมีการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่สถานที่หนึ่งในกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑล แต่ถึงวันนัดหมาย ผู้เสียหายเดินทางไปถึงปรากฏว่าไม่ได้มีการจัดอบรมขึ้นแต่อย่างใด และไม่สามารถติดต่อกับกลุ่มผู้ต้องหาได้ จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก ก่อนมาแจ้งร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก. 3 บก. ปคม.
ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบว่าบริษัทของผู้ต้องหานั้นจดทะเบียนในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย แบ่งหน้าที่กันทำ ประกอบด้วย นายวันเฉลิม เป็นกรรมการบริษัท, นางสาวพิชญ์จิรา หรือแบม, นายธนาคาร หรือบอย และ นายธราเทพ หรือพัด ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ จนกระทั่งวันที่ 28 เมษายน 2569 ภายหลังได้รับแจ้งความผ่านไป 3 วัน พบว่านายธนาคาร และนายธราเทพ หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก จึงได้ติดตามเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ และได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบริษัทดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีการขนย้ายสิ่งของออกไปตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนที่ผู้เสียหายจะรู้ตัวว่าถูกหลอก จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายดำเนินคดีต่อไป ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างสืบสวนติดตามขยายผล นำมาดำเนินคดีต่อไป
นายจุลพันธ์ ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “สแกมเมอร์” ที่ใช้วิธีหลอกลวงประชาชนว่าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ แต่แท้จริงเป็นการต้มตุ๋นเรียกเก็บเงิน พร้อมชื่นชมการทำงานของตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว และยับยั้งความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยย้ำว่ากระทรวงแรงงานมีบทบาทสนับสนุนและช่วยเหลือในการคุ้มครองแรงงานไทย
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของตำรวจสอบสวนกลางที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวนมาก พร้อมต้องการสื่อสารไปยังประชาชนให้ตระหนักถึงภัยจากการหลอกลวงลักษณะดังกล่าว ซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่กดดัน ทำให้หลายคนต้องเร่งหางานและรายได้ จนอาจตัดสินใจโดยขาดความรอบคอบและตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
นายจุลพันธ์ ย้ำว่า จากนี้ไปกรมการจัดหางานจะทำงานร่วมกับตำรวจสอบสวนกลางอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อเร่งปราบปรามและดำเนินคดีกับขบวนการหลอกลวงแรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมยืนยันว่าจะยกระดับมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้แรงงานไทยได้รับความปลอดภัยสูงสุด และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพอีกต่อไป
นายจุลพันธ์ ยังชี้แจงถึงการจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคลที่ถูกนำไปใช้กระทำความผิดว่า การจดทะเบียนขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ การจดทะเบียนไม่ได้ผิดแต่การนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ผิด เช่นการนำไปใช้หลอกลวงเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย พร้อมยอมรับว่าในประเทศไทยมีเยอะ รวมถึงบัญชีที่ทิ้งร้างก็มีเยอะมาก เรื่องนี้เคยหารือกับกระทรวงพาณิชย์มองว่าทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องไปร่อนตะแกรงสังคายนาเรื่องนี้












