POLITICS

‘พิมพ์ภัทรา’ เสนอญัตติด่วนแก้ปัญหา PM 2.5-ไฟป่า ดันเป็นวาระแห่งชาติ

‘พิมพ์ภัทรา’ เสนอญัตติด่วนแก้ปัญหา PM 2.5-ไฟป่า ดันเป็นวาระแห่งชาติ บูรณาการทุกกระทรวง ทำข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ บอก เกษตรกรทำดีต้องได้ดี ทำไม่ดีต้องรับโทษ

วันนี้ (1 เม.ย. 69) ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานในการประชุม เพื่อเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องของปัญหาฝุ่น PM 2.5

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส. นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ อภิปรายว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยมาอย่างยาวนาน และสภาแห่งนี้มีการแก้ไขและส่งผ่านไปยังรัฐบาลในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสนอญัตติทุกคนล้วนเป็นกังวลกับปัญหาฝุ่นภายในภาคเหนือเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ตนเองจะอยู่ภาคใต้แต่ไม่ได้หมายความว่า PM 2.5 จะไปไม่ถึงในพื้นที่นครศรีธรรมราช

ส่วนหลายคนบอกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงยังไม่สามารถแก้ปัญหา และรัฐบาลละเลยนั้น นางสาวพิมพ์ภัทรา ระบุว่า ในฐานะที่ตนเองได้มีโอกาสทำงานในรัฐบาลและช่วยในการแก้ไขปัญหา 6 เดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเสมอว่า ให้ทุกคนเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ ภายหลังการแถลงนโยบายเกิดความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกรุงเทพมหานคร ในการยกระดับมาตรฐานควันดำรถยนต์ไม่เกิน 30 เป็นร้อยละ 20 รวมถึงมาตรการ Green List Plus โปรสู้ฝุ่น ในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง รวมถึงการยกระดับมาตรฐาน EURO 5 เป็น EURO 6 (การลดมลพิษจากเครื่องยนต์)

สำหรับการจัดการในพื้นที่เกษตรกร โดยเฉพาะไร่อ้อย มีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อจูงใจเกษตรกรให้ลดการเผา ทำดีต้องได้ดี ทำไม่ดีต้องรับโทษ เพราะเดิมวิธีการชดเชยจะต้องใช้งบกลางถึง 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยเราเปิดโอกาสให้เกษตรกรปรับจำนวนแปลงให้เครื่องมือได้เข้าถึงเปลี่ยนจากคนตัดเป็นเครื่องมือ พบว่า 3-4 ปี ที่มีการเปลี่ยนแปลง ความร้อนในพื้นที่เกษตรลดลงร้อยละ 26

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า พื้นที่ไฟไหม้ป่า 17 พื้นที่จังหวัดภาคเหนือในช่วงสถานการณ์ปี 2569 มีสถานการณ์ลดลงกว่าร้อยละ 22 ยืนยันว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ละเลย เนื่องจากสาเหตุหลัก 2 ใน 3 ของไฟป่าเกิดและฝุ่นควันเกิดจากต่างแดน จึงได้ดำเนินการประสานความร่วมมือต่างประเทศ ทำข้อตกลงระดับอาเซียนใช้กลไกยุทธศาสตร์ฟ้าใส ไทย-ลาว-พม่า ทำให้พบว่าจุดความร้อน 10,000 กว่าจุด ลดเหลือ 5,000 กว่าจุด และกำหนดเงื่อนไขข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าจะต้องมีการแสดงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผา

นอกจากนี้ ยังได้มีการเริ่มใช้ระบบ Cell Broadcast ในการเตือนประชาชนล่วงหน้า พบว่าการเตือนประชาชนในวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งสิ่งที่สามารถควบคุมได้ก็พยายามใช้อำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหา แน่นอนว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นเรื่องที่ค้างคามานานทั้งระดับชาติ ระดับอาเซียน และระดับโลก ไม่สามารถทำได้โดยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งต้องบูรณาการร่วมกัน โดยขอเสนอรัฐบาล ดังต่อไปนี้

1.การเข้าถึงข้อมูลให้มีข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ รวบรวมจากทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน รวมเป็นวาระแห่งชาติในแพลตฟอร์มเดียว

2.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องไม่ใช่แค่ชดเชย แต่จะต้องสร้างกำลังใจให้เกษตรกร ลงทุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับกับเครื่องมือการตัดอ้อยสด และจูงใจให้ไม่กลับไปใช้วิธีการเดิม

3.กระทรวงมหาดไทยต้องกระจายอำนาจ และโอกาสไปให้ถึงท้องถิ่น

4.กระทรวงการคลังจะต้องปรับการลดภาษี คนดีต้องได้รับการตอบแทนที่ดี คนทำไม่ดีต้องได้รับการลงโทษ

“การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คำว่าวาระแห่งชาติพูดกันมาหลายครั้ง เราหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทินพูดแล้วทำ แล้วแก้ปัญหาได้จริง จะได้ไม่มีใครมาอ้างและใช้วาทกรรมว่า ละเลยไม่ใส่ใจ และไม่แก้ไขปัญหา เพราะเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ต้องเข้าถึงอากาศสะอาดร่วมกัน” นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าว

Related Posts

Send this to a friend