Politics

สามมิตร ยืนกราน ขอนายกรัฐมนตรีรักษาคำพูด 3 ตำแหน่งรัฐมนตรี ประกาศจะขับไล่เลขาธิการพรรค เป็นภัยความมั่นคง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ,นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ,นายอนุชา นาคาศัย พร้อมด้วย ส.ส.กลุ่มสามมิตร ทั่วทุกภาครวมจำนวนกว่า30 คน ร่วมแถลงข่าว

โดยนายอนุชา ได้กล่าวถึงความในใจของกลุ่มสามมิตร ที่ยอมรับว่า กลุ่มสามมิตร เป็นกลุ่มนักการเมืองกลุ่มแรกๆที่เข้ามาร่วมกันช่วยสร้างความเติบโตให้กับพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่เริ่มต้นการจัดตั้งพรรค ด้วยอุดมการณ์ที่ต้องเห็นประเทศชาติหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆที่สะสมมายาวนานโดยเฉพาะปัญหาปากท้องประชาชน และความขัดแย้งทางการเมือง พวกเราได้ชักชวนบุคคลที่มีแนวคิดทางการเมืองเหมือนกัน ให้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐจากทั่วทุกภาคของประเทศ จนมีสมาชิกที่เป็นนักการเมืองเก่า และใหม่ เข้ามาร่วมงานนับมากกว่าหนึ่งร้อยชีวิต แม้จะไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ทุกคน แต่ก็ได้ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้รับคะแนนจำนวนมากจากทุกเขตเลือกตั้งจนมีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งจากทุกพรรคการเมือง

โดยตั้งแต่วันแรกที่กลุ่มรวมตัวกันขึ้นมานั้น มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอนุชา นาคาศัย เป็นแกนนำ ได้เสียสละ ทุ่มเท ทำงานให้กับพรรคมาโดยตลอด รวมทั้งคอยช่วยเหลือสมาชิกของกลุ่มที่เป็นผู้สมัคร ส.ส.รวมถึงผู้สมัครของพรรคอีกจำนวนมาก ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

เมื่อผลการเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง เพื่อสานต่อนโยบายและนำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐไปดำเนินการแก้ไขปัญหาประเทศให้กับพี่น้องประชาชน สมาชิกในกลุ่มสามมิตรทุกคน ต่างมีความเห็นโดยพร้อมเพรียงกัน ในการสนับสนุนให้แกนนำกลุ่มทั้งสามคน ได้เป็นตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันนโยบายที่ได้ประกาศหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าทั้งสามท่านมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่จะร่วมทำงานภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอนุชา เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมาทางกลุ่มได้รับทราบว่านายสุริยะ จะได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสมศักดิ์ จะได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนายอนุชา จะได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แม้ว่าจะไม่ตรงกับความตั้งใจ ในสิ่งที่ทั้งสามคนได้แสดงความเห็นและมีความพร้อมที่ต้องการผลักดันนโยบายในกระทรวงที่สำคัญๆ เช่น นาย สุริยะ มีความตั้งใจและประสบการณ์ เหมาะสมกับกระทรวงคมนาคม หรือ นาย สมศักดิ์ มีความตั้งใจ ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตาม แต่สมาชิกในกลุ่มยอมรับ และเห็นตรงกันว่าการจัดสรรตำแหน่งครั้งนี้มีข้อจำกัดในการเป็นรัฐบาลผสม ที่มาจากหลายพรรคการเมือง

แม้นว่าความเห็นของกลุ่มอยากจะเห็นทั้งสามคนได้รับตำแหน่งที่สามารถทำงานได้ตรงกับความตั้งใจ ความรู้ ความสามารถ เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญๆของพรรคก็ตามแต่เมื่อทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการหารือร่วมกับ หัวหน้าพรรคและผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเรียบร้อยจนได้ข้อสรุปและลงตัวในทุกตำแหน่งภายในพรรคพลังประชารัฐไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยในส่วนตัวแทนของกลุ่ม คือ

  • นายสุริยะ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 
  • นายสมศักดิ์ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายอนุชา ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

สมาชิกในกลุ่มต่างก็ไม่ได้ขัดข้อง เนื่องจากเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีความยากลำบากพอสมควรในการจัดสรรตำแหน่งให้กับพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อไม่มีกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตร เหลือให้ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ แล้ว กลุ่มเราก็ยอมรับและเห็นด้วยกับข้อสรุปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ท่านนายกรัฐมนตรี จัดสรรตำแหน่งต่างๆให้บุคคลภายในพรรคพลังประชารัฐไปเป็นรัฐมนตรี

แต่เมื่อมาถึงวันนี้ กลับมีความไม่ชัดเจนดังปรากฏข่าวที่ออกมาว่าจะมีการสลับตำแหน่งท่านสุริยะฯจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและท่านอนุชาฯถูกตัดชื่อออกจากการเสนอให้เป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้ จนทำให้ นายอนุชา ออกมาประกาศยอมเสียสละไม่รับตำแหน่ง เพื่อไม่ต้องการสร้างความหนักใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะรู้ว่าโควตารัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐมีจำนวนจำกัด แต่ขอให้อย่าสลับหรือเปลี่ยนตำแหน่งท่านสุริยะฯจากที่เคยตกลงไว้อีกเลย ดังนั้นวันนี้ทางกลุ่มสามมิตร เดิมทีแรกตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับทั้งสามคนแต่เมื่อรับทราบข่าวค่อนข้างแน่ชัดว่าจะมีการสลับตำแหน่งนาย สุริยะและนาย อนุชาจะหลุดจากการได้รับตำแหน่ง ทางกลุ่มได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นตรงกัน ตามจุดยืนที่แถลงให้ทราบ ดังนี้

  1. กลุ่มสามมิตร เห็นว่า นาย สุริยะ มีความเหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มากกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอาจถูกวิจารณ์เกี่ยวกับตระกูลของท่านที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรม โดยท่านอุตตม ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้เสนอชื่อท่านสุริยะ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อท่านนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคก็เห็นชอบและไม่ขัดข้องใดๆ ในกรณีที่ท่านสุริยะฯ จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อีกทั้งก็ไม่ปรากฎว่ามีบุคคลอื่นในพรรคต้องการหรือออกมาเรียกร้อง หรือไม่มีข้อมูลว่าท่านสุริยะฯเป็นแล้วจะเกิดปัญหาอย่างไร หรือแม้กระทั่งว่าการวิจารณ์ว่าท่านสุริยะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่อย่างใด การสลับตำแหน่งดังกล่าวย่อมกลับทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลจำเป็นแต่อย่างใด และขอให้ท่านอนุชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    ดังนั้นควรจะมีข้อยุติตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแจ้งกับหัวหน้าพรรคและผู้ที่จะได้รับตำแหน่งต่างๆทราบในวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยกล่าวไว้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งใดๆอีกแล้ว

  2. ซึ่งหากเป็นไปตามเดิม ก็จะไม่มีความยุ่งยากใดๆให้เกิดขึ้นดังที่เป็นข่าว แม้การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจะเป็นอำนาจโดยตรงของนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่ถ้าหากทางพรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งต่างๆไปให้พิจารณาแล้วหากไม่มีปัญหาใดๆก็ย่อมสมควรที่จะ ไปตามข้อเสนอเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติและยอมรับต่อข้อเสนอตัวบุคคลของพรรคต่างๆที่ร่วมรัฐบาล เช่นเดียวกัน
  3. โดยหากเป็นไปตามข้อ 1.นั้นทางกลุ่มเชื่อมั่นว่าทั้งสามท่านจะสามารถทำงานร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้ออกมาเป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอย่างแน่นอน
  4. กลุ่มเราเชื่อมั่นว่า นอกจากงานทางด้านบริหารฯแล้วทั้ง สามท่านจะสามารถช่วยงานท่านนายกรัฐมนตรีขับเคลื่อนงานในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน
  5. หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับตำแหน่งที่แตกต่างจากข้อ 1.ทางกลุ่ม มีความเห็นตรงกันว่ารัฐบาลจะขาดบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้การบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ และส่งผลในการยอมรับและศรัทธาของพี่น้องประชาชนต่อพรรคพลังประชารัฐ อย่างแน่นอน
  6. หลังจากมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว หากไม่ตรงกับความเห็นตามข้อ 1.ของกลุ่มในครั้งนี้ ทางกลุ่มจะได้มีการหารือกัน เพื่อแสดงจุดยืน อีกครั้งต่อไป
  7. ขณะที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวด้วยว่า ในการประชุม ส.ส.พรรควันพรุ่งนี้ จะเสนอที่ประชุม ขับไล่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่เห็นว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งแม่บ้านพรรค ไม่เคยเข้ามาแก้ปัญหา และยังสร้างความแตกแยก เป็นภัยกับคนในพรรค และเป็นภัยกับความมั่นคง

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *