Politics

นายกฯ ย้ำไม่เรียกผู้ก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจลำพะยาว่าผู้ก่อการร้าย ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิวใน 3 จังหวัด

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรว่า การแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นการประกาศเคอร์ฟิว แต่หากจะมีก็จะต้องเป็นช่วงเวลาสั้นที่สุด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นในการปิดพื้นที่เพื่อจับกุมคนร้าย

ส่วนกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุจะเป็นกลุ่มหน้าขาวหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต้องมีหลักฐานในการดำเนินการจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่มีข้อมูลพยานหลักฐานไว้หมดแล้ว ทั้งปืน ปลอกกระสุน ก็จะนำมาพิจารณาสืบสวนสอบสวน โดยเร็วๆนี้ เชื่อจะได้รับความคืบหน้า

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังไม่ขอเรียกกลุ่มผู้ก่อเหตุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ยอมรับว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุใช้กลยุทธ์ ที่รุนแรง โดยใช้อาวุธสงคราม เพื่อให้เกิดการกดดันต่อรัฐ และการทำงานของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะพยายามแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี พร้อมบังคับใช้กฎหมาย นำการพัฒนาเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งไม่อยากให้มีการตีความที่ผิดไป เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อคนในพื้นที่

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายจึงจะต้องรัดกุม แต่คนนอกพื้นที่ กลับมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่อยากไปแล้วเมื่อสิทธิใคร แต่ขอให้ย้อนกลับไปดูสิ่งที่ผู้ก่อเหตุ กระทำว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ที่เป็นการทำร้ายประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม

นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่าขณะนี้ ชุดพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้พูดคุยกับกลุ่มแนวร่วมผู้เห็นต่างในพื้นที่อย่างแท้จริงที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งก่อนไปตนเองได้ให้แนวทางในการพูดคุยไปแล้ว ซึ่งการพูดคุยในครั้งนี้ จะเป็นประเด็นเพื่อให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความปลอดภัยและมีสันติสุขอย่างยั่งยืน

โดยการพูดคุยก็ต้องปรับ และหาวิธีการให้เหมาะสมไปอย่างต่อเนื่อง กับกลุ่มแนวร่วม หลายระดับ ทั้งกลุ่มผู้นำระดับการเมือง การทหาร คนรุ่นเก่า-ใหม่ เพื่อหาวิธีการ ลดความรุนแรง แต่ยืนยันว่า รัฐพูดคุยกับกลุ่มที่มีบทบาทแท้จริง ไม่ใช่นำกลุ่มที่ไม่มีบทบาทมาพูดคุย

ทั้งนี้นอกจากการพูดคุย ในพื้นที่ก็ต้องมีการแก้ปัญหาในเรื่องของการข้ามแดน ซึ่งพบว่ามีการปลอมปนเข้ามากับชาวบ้านธรรมดา ซึ่งได้สั่งการให้ในพื้นที่ปฏิบัติการในเชิงรุก ระมัดระวังการใช้กฎหมายจะต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน พร้อมยืนยันว่ากำลัง ชรบ.และ อรป. ยังมีความจำเป็นในการดูแลพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ แต่จะต้องมีการเสริมยุทธวิธีให้เกิดความเข้มแข็ง ปรับการลาดตระเวนให้เกิดการรับกุม ซึ่งถือเป็นการให้คนในพื้นที่ช่วยกันดูแลพื้นที่ของตนเอง

Related Posts