HEALTH

แพทย์จุฬาฯ เตือนวัยเก๋า 60+ ระวัง ‘โรคข้อเข่าเสื่อม’ แนะสังเกตสัญญาณเตือน ชูเทคโนโลยีผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ฟื้นตัวเร็ว

วันนี้ (7 ม.ค. 69) ผศ.นพ.สีหธัช งามอุโฆษ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งถือเป็นโรคยอดฮิตในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยระบุว่าโรคนี้มักพบมากในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นความเสื่อมของร่างกายตามวัย ทั้งนี้ ประชาชนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการเริ่มต้นของโรค โดยมักตกใจเมื่อได้ยินเสียงกระดูกลั่นดัง “กร๊อบแกร๊บ” เวลาขึ้นบันได ซึ่งความจริงแล้วอาจเป็นเพียงการเสียดสีของกระดูกอ่อน แต่สัญญาณเตือนที่แท้จริงที่ควรเร่งมาพบแพทย์คืออาการปวดข้อเข่าที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การยืน หรือการนั่ง โดยโรคนี้จะไม่ได้แสดงอาการแบบเฉียบพลัน แต่จะเริ่มปวดแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ขึ้นลงบันไดลำบาก นั่งคุกเข่าหรือขัดสมาธิไม่ได้ รวมถึงอาจมีอาการเข่าโก่งหรือผิดรูปร่วมด้วย

ผศ.นพ.สีหธัช อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ แบบปฐมภูมิที่เกิดจากอายุและการใช้งานหนักหรือน้ำหนักตัวมาก และแบบทุติยภูมิที่เกิดจากโรคอื่นนำมาก่อน เช่น รูมาตอยด์ หรือเคยได้รับบาดเจ็บที่เข่า สำหรับแนวทางการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับระยะความรุนแรงของโรค หากอาการไม่รุนแรง แพทย์จะเน้นการบรรเทาอาการเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ โดยเริ่มจากการให้ยาลดการอักเสบ หรือยาชะลอความเสื่อมอย่างกลูโคซามีน หรือที่เรียกกันว่ายาบำรุงเข่า นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกด้วยการฉีดยา ซึ่งมีทั้งกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดอักเสบ, การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid) เพื่อเพิ่มความหล่อลื่น หรือวิทยาการใหม่อย่างการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ของผู้ป่วยเองเพื่อฟื้นฟูข้อเข่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก โดยมีทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อและเปลี่ยนบางส่วน ซึ่งปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Knee Replacement) เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำ ทำให้มีความปลอดภัยสูง โดยหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยใช้อุปกรณ์ช่วย และจะกลับมาเดินได้ปกติโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายใน 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน

ในส่วนของการดูแลตัวเองและป้องกันโรค ผศ.นพ.สีหธัช แนะนำให้ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนักลงอย่างน้อย 5% จะช่วยลดอาการปวดได้ พร้อมทั้งควรออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ (Low Impact Exercise) เช่น การเดิน ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ และควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายเข่า เช่น การนั่งยอง นั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน หรือการยกของหนัก สำหรับอาหารเสริม เช่น คอลลาเจนไทป์ทู (Collagen Type II) และสมุนไพรขมิ้นชัน มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยบรรเทาอาการได้จริง ทั้งนี้ หากเริ่มมีอาการปวดควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

Related Posts

Send this to a friend