CRIME

มท.4 แถลงปฏิบัติการ ‘ตัดบทพ่อทิพย์’ เดินหน้าทลายขบวนการสวมสัญชาติไทย จับกุมผู้ต้องหา 24 ราย

มท.4 นำแถลงปฏิบัติการ ‘ตัดบทพ่อทิพย์’ เดินหน้าทลายขบวนการสวมสัญชาติไทย จับกุมผู้ต้องหา 24 ราย เผยพบ 50 เคสใน 11 รพ.เอกชน กทม. ชี้เป้าหวังผลธุรกิจนอมินี ด้าน ผบ.ตร.เผยพบเคสเด็กแฝดเรียนหมอ-วิศวะ เร่งเพิกถอนสูติบัตร พร้อมหารือแนวทางใช้ตรวจดีเอ็นเอตั้งแต่ต้น สกัดช่องโหว่อย่างยั่งยืน

วันนี้ (27 ต.ค.69) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการปฏิบัติการพร้อมด้วย พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.), พลตำรวจโทสยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง, นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง, พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายอาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นางเธียรทอง ประสานพินิช รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวหลังเปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ปราบปรามการกระทำผิดทางทะเบียน กรณีจ้างคนไทยเป็นบิดา (พ่อทิพย์) เพื่อแจ้งเกิดให้บุตรของคนต่างด้าวได้สัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายวรศิษฎ์กล่าวว่าปฏิบัติการตัดบทพ่อทิพย์ เกิดจากการขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันเรื่องพ่อทิพย์คือพ่อที่ไม่จริง ครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยพบการกระทำความผิดอย่างน้อย 50 รายการ เกิดขึ้นใน 11 โรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คือการนำแม่คนจีนที่ท้องเข้ามาในประเทศและหาพ่อคนไทยมารับรองบุตรเท็จ เป็นที่มาของพ่อทิพย์เพื่อหวังผลเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งเรื่องสัญชาติ ที่อยู่อาศัย การถือครองกรรมสิทธิ์และธุรกิจในอนาคตในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยหลายกรณีมีการเชื่อมโยงไปยังนอมินีด้วย เพราะเป้าหมายไม่ประสงค์ดีอยู่แล้วในการดำเนินการในรูปแบบเหล่านี้ โดยผู้กระทำความผิดมีการออกหมายจับ 46 หมาย ประกอบไปด้วยชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 12 หมาย, บิดาต่างด้าว จำนวน 9 หมาย, มารดาต่างด้าว จำนวน 16 หมาย, บุตรของคนต่างด้าว (อายุ 18 ปีขึ้นไป) จำนวน 3 หมาย, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จำนวน 3 หมาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐ (สำนักงานเขต) จำนวน 3 หมาย

นายวรศิษฎ์กล่าวอีกว่าขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้ง 9 หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และช่วงหลังวิธีการทำงานเปลี่ยนไป มีภาคีเครือข่ายทำงานมากขึ้น แข็งแรง มั่นคงและแม่นยำมากขึ้น ขอบคุณทุกฝ่ายในสิ่งที่เราดำเนินการ ไม่ใช่แค่จับอย่างเดียวแต่ต้องทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ มีการขยับระเบียบไปหลายจุดแล้ว ทั้งเรื่อง ตม.การออกนอกประเทศต้องมีใบรับรอง ซึ่งนำไปสู่การจับกุมด้วยเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกรรมาธิการการปกครองที่ทำเรื่องนี้อยู่ด้วย และในอนาคตอาจมีการตรวจดีเอ็นเอทุกกรณี ไม่ต้องมีการวินิจฉัยตามวิจารณญาณของทางเจ้าหน้าที่ แต่หากตรวจดีเอ็นเอจะไม่มีการผิดพลาด และวันนี้การเข้าถึงการตรวจลักษณะนี้ไม่ได้เข้าถึงยากเหมือนเมื่อก่อน

นายวรศิษฎ์ยืนยันว่ารัฐบาลมีความยินดีต้อนรับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง ตราบใดที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยความสุจริต ด้วยความถูกต้องและเคารพกฎหมายของประเทศไทย แต่หากเข้ามาสร้างปัญหาหรือไม่เคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน เราก็ต้องดำเนินการโดยไม่มีข้อละเว้น

ด้านพลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่าครั้งนี้ถือเป็นเฟสที่ 3 แล้ว มีการออกหมายจับทั้งสิ้นจำนวน 46 หมาย มีเด็กทิพย์ 24 ราย จาก 31 หมาย พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจว่าพบคนอายุ 27 ปี มีพ่อตามสูติบัตรชื่อวันชัย แม่สัญชาติจีน แต่เมื่อตรวจดีเอ็นเอแล้วพบว่าพ่อที่แท้จริงเป็นคนจีน ส่วนพ่อคนไทยประกอบอาชีพรับจ้างอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยเมื่อ 27 ปีก่อนได้รับค่าจ้างให้จดทะเบียนสมรสกับแม่คนจีนโดยได้เงิน 5,000 บาท จนตอนนี้เด็กคนดังกล่าวอายุ 27 ปี เรียนจบวิศวะซึ่งคดีหมดอายุความไปแล้ว แต่เรื่องบัตรประจำตัวประชาชนยังดำเนินคดีได้ และผู้ที่ถูกจับทางกระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาอีกที

ส่วนอีกกรณีคือเป็นเด็กฝาแฝดอายุ 23 ปี เมื่อตรวจดีเอ็นเอแล้วพ่อไม่ใช่พ่อที่แท้จริง และพ่อทิพย์ชาวไทยปัจจุบันถูกจำคุกในคดียาเสพติด เด็กคนหนึ่งเรียนแพทยศาสตร์และอีกคนเรียนวิศวกรรมศาสตร์เราต้องดำเนินการในส่วนนี้ เป็นกรณีที่น่าสนใจ ส่วนเจ้าตัวจะปฏิเสธสู้คดีอย่างไรก็เป็นสิทธิ แต่เรามีผลทางดีเอ็นเอแล้ว ทางคดีก็ไปว่ากันในชั้นศาล

อย่างไรก็ตามเราสามารถติดตามได้ถึงขนาดที่บางคนทำงานหรือเรียนแพทย์ปี 5 ไม่ว่าอย่างไรนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กรมการปกครองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำต่อเนื่อง ช่วยนำเสนอคนที่อยากเข้ามาอยู่ในเมืองไทยอย่างถูกต้อง เพราะมีกรณีทั้งคนที่มีสัญชาติและคนที่สามารถประกอบอาชีพได้ก็มีช่องทาง ไม่ต้องไปพึ่งบริษัทที่แนะนำในทางที่ผิดหรือบริษัทบัญชีรายปี ย้ำว่าเราต้องนำเสนอแนวทางในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้เราจะดำเนินการต่อเนื่องทั้งกับนอมินีและพ่อทิพย์

สำหรับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ถูกจับกุมในครั้งนี้ 2 หมายจับ แม้จะเป็นคนเดิมจากการกระทำที่เคยทำมาก่อนแล้ว ส่วนจะไปถึงไหนนั้นสำนวนเดินตลอด คงเรียกมาสอบปากคำในส่วนที่เกี่ยวข้อง และเราให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ที่ต่ออายุตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนก็ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะในบัตรก็เป็นสัญชาติไทย

พลตำรวจเอกสำราญกล่าวอีกว่าในอดีตตนเองไม่ทราบว่ามีขบวนการหรือประชาสัมพันธ์อย่างไร แต่ที่เราพบขณะนี้พบบริษัททนายความไทย ซึ่งเราก็ได้ดำเนินคดี โดยได้มีการประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการลงโทษและเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพแล้ว พร้อมย้ำว่ากรณีนี้บุคคลที่ถูกเพิกถอนสัญชาติก็สามารถอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายปกครอง

ขณะที่นายรัฐวิชกล่าวว่ากรมการปกครองประสานกับ กทม.ดำเนินการเพิกถอนการแจ้งเกิดสูติบัตรของบุคคลต่างด้าวทั้งหมดแล้ว โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ร่วมกันกับสำนักงาน ป.ป.ท., ปปง.และชุดเฉพาะกิจของ กทม.ประสานงานในแต่ละเขตที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 เขต เพื่อขยายผลการตรวจสอบและให้ข้อแนะนำในเรื่องการดำเนินการทางทะเบียน เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิดและเร่งรัดการเพิกถอนสูติบัตรของบุคคลทั้งหมด 50 รายการ โดยจะมี 21 รายการที่มีการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้เนื่องจากขาดอายุความ และผู้กระทำความผิดรับสารภาพบ้างแต่ก็มีการดำเนินการเพิกถอน รวมจำนวนทั้งสิ้น 50 รายการที่พบว่าผิดแน่นอน เราต้องเพิกถอน

สำหรับการขยายผล เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำหลักฐานไปดำเนินการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมแล้ว และมีการดำเนินการในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อเนื่อง รวมถึงบูรณาการร่วมกันกับ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบว่าเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติก็จะมีทางดีเอสไอมาสนับสนุนในส่วนนี้ ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับเด็กที่มีบิดามารดาเป็นผู้กระทำความผิด ทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลคุ้มครองตามหลักสากลว่าด้วยสิทธิเด็กเรียบร้อยแล้ว

นายรัฐวิชกล่าวทิ้งท้ายว่ากรมการปกครองจะร่วมกันกับภาคีเครือข่าย ขยายผลแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากภาคประชาชนมีเบาะแสสามารถแจ้งมาได้ที่ศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง หรือ DOPA N.I.C.E.

เมื่อถามว่าเด็กที่กำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์ หากถูกเพิกถอนสัญชาติแล้วจะมีมาตรการดำเนินการหรือเยียวยอย่างไร นายวรศิษฎ์กล่าวว่าตนเองเห็นใจและเป็นกังวล ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ในขณะเกิดเหตุเด็กคงไม่รู้เรื่องนี้ แต่การดำเนินคดีก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง เมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่มีสัญชาติไทยจริงก็ต้องถอนสถานะทางทะเบียนก่อน แต่ไม่ได้ทำให้สิทธิในการอยู่ในประเทศไทยหมดไป ก็ยังอยู่ได้แต่อยู่ในอีกสถานะหนึ่ง ทั้งนี้ในอนาคตหากเข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบก็สามารถขอสัญชาติไทยกลับเข้ามาได้

นายวรศิษฎ์ย้ำว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้คือการกวาดสิ่งที่เคยมีปัญหามาทั้งหมด ย้ำว่ามีช่องทางที่สามารถทำได้อย่างถูกต้องอยู่แล้ว ถ้าทำแบบนี้บางคนโตมา 27 ปีก็หนีไม่พ้น เพราะสุดท้ายระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ เพราะฉะนั้นทำไปก็หนีไม่พ้น ดังนั้นอย่าทำ เข้าไปในวิธีการที่ถูกกฎหมายดีที่สุด อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นมีคนไทยที่เกี่ยวข้อง ในฐานะคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศต้องช่วยกันดูแล หากไม่รับส่วยสิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเกิดขึ้น อย่าไปเห็นแก่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ และทำให้เกิดปัญหาใหญ่ ๆ ตามมาในอนาคต

ส่วนจากการตรวจสอบพบว่ามีการทำเป็นขบวนการของโรงพยาบาลหรือไม่ นายวรศิษฎ์ระบุว่าตอนนี้ยังไม่พบว่าโรงพยาบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในภาพใหญ่ แต่หลาย ๆ ที่มีการลงทุนเป็น 10,000 ล้านบาท หากจะมาหากินกับกรณีแบบนี้ตนเองคิดว่าในหลักความเป็นจริงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก สิ่งที่เราพบเจอในวันนี้เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากกว่า

รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพกล่าวว่ากรณีที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาลนั้น สำหรับกระทรวงสาธารณสุขมีการประชุมชี้แจงไปแล้ว ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล หากผู้ใดทำหลักฐานเท็จหรือมอบหมายให้ทำแทนก็จะมีโทษตามกฎหมาย โดยมีการตรวจสอบตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์เพียงคนเดียวเป็นหญิงต่างชาติ ส่วนต่อมามีการรับอีกคนเป็นสามี ก็จะเป็นการตรวจสอบว่าหลักฐานที่ปรากฏในเวชระเบียนตั้งแต่แรกกับหลักฐานที่ปรากฏในใบรับรองการเกิดตรงกันหรือไม่ หากเป็นเท็จจะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าตอนนี้ไม่อนุญาตให้ใครไปแจ้งเกิดแทน ต้องให้ผู้ที่เป็นสามีภรรยาไปแจ้งเกิดกับนายทะเบียนหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งของกรมการปกครองด้วยตนเองเท่านั้น

สำหรับการตรวจสอบนั้น รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุว่ามีการยึดอายัดเวชระเบียนทั้ง 11 สถานพยาบาลตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว และส่วนใหญ่ที่พบเป็นเรื่องของโรงพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำกับดูแล ก็ไปดูว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะแผนกทำคลอด แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล โดยเฉพาะพยาบาลที่ถูกมอบหมายให้ไปแจ้งเกิดแทนหญิงชาวต่างชาติกับพ่อทิพย์ จะเป็นคนถือรายละเอียดไป ต้องดูว่าทำผิดหรือไม่ โดยมีการตรวจสอบร่วมกันกับกรมการปกครองและหลักฐานที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและขยายผลด้วย

เมื่อถามว่าได้มีการคาดโทษเตือน 11 โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลอื่นด้วยหรือไม่ นายอาคมย้ำว่าขณะนี้มีการประชุมใหญ่โรงพยาบาล ให้รับทราบการแจ้งเกิดที่ถูกต้อง กำหนดคาดโทษทางกฎหมาย และจากการตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นรายบุคคลมากกว่า

นางเธียรทองกล่าวว่าประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ในกรณีที่พ่อแม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกจับกุม เด็กสามารถเข้ารับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กได้ ซึ่งในส่วนนี้ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเข้าร่วมปฏิบัติการ หากพ่อแม่ถูกจับกุมจะมีการติดตามหาญาติ ประเมินว่าญาติมีความสามารถในการดูแลเด็กหรือไม่ พร้อมทำหนังสือตกลงกับพ่อแม่ให้เด็กไปอยู่ในการดูแลของญาติและมีการเยี่ยมตามแผน ส่วนกรณีที่ไม่พบญาติ พม.ได้รับเด็กเข้ารับการดูแลชั่วคราว จนกว่าจะประสานญาติหรือช่วงที่พ่อแม่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ขอให้มั่นใจว่าการปฏิบัติการครั้งนี้เรายึดหลักกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เป็นสำคัญ และตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

พ.ต.ท.สิริพงษ์กล่าวว่าจากการตรวจสอบจะพบว่าการตรวจดีเอ็นเออย่างน้อยต้องตรวจ 3 คน จำนวน 10,000 กว่าบาท ซึ่งได้มีการประชุมกันในเรื่องช่องโหว่คือโรงพยาบาลกับสำนักงานเขต โดยกรณีนี้เมื่อเช้าจะเห็นความเสียหายจำนวนเงิน 5,000 บาท เทียบไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้เด็กเหล่านี้จะมีคุณภาพในการเรียนอย่างไร เราต้องตัดวงจรไม่ให้มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก ต้องจริงจังและหารือกันเพื่อตัดปัญหา นี่คือสิ่งที่เราพยายามผลักดัน และใน 1,000 กว่าคนเราจะแก้ไขต่อไป แต่ต้องแก้อย่างยั่งยืน

Related Posts

Send this to a friend