CRIME

‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ นำหลักฐาน อดีต รอง ผบ.ตร.ติดสินบนทอง กรรมการ ป.ป.ช. ยื่น สว.ตรวจสอบ ยัน ไม่มีดีลแลกผลประโยชน์ทางคดี

วันนี้ (7 ม.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 นำเอกสารกว่า 200 แผ่น ที่เกี่ยวข้องกับคดีของ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการให้สินบนแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มามอบให้นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โดยมี นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เป็นตัวแทนรับหนังสือ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 200 คน พิจารณาลงความเห็นส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ให้มีคณะกรรมการไต่สวนตามกฏหมาย โดยหลักฐานที่นำมาในวันนี้ มีทั้งพยานเอกสาร ข้อเท็จจริงและวัตถุพยาน เกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตามข่าวการให้สินบนทองคำกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตนให้สัมภาษณ์ผ่านโฟนอินอย่างเดียว คนคิดว่าตัวหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้ว แต่วันนี้ได้ออกมาเปิดหน้าแล้ว ก็ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะจะเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวแล้วไปทำร้ายอีกฝ่ายที่ยังไม่ได้ออกมาชี้แจง

ส่วนกรณีที่ พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย น้องชาย ของตนเองออกมาโพสต์ระบายความในใจ ขอโทษที่ดึงพี่เข้ามารู้จักกับ รอง ผบ.ตร.นั้น มองว่า “คงเป็นความรู้สึกของเขา แต่ตัวเองไม่ได้โทษใคร เป็นโชคชะตา เป็นวิธีการทำงานในหน้าที่ตำรวจ งานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอยู่ตรงไหนก็ต้องทำ”

ส่วนการออกมาเปิดเผยเรื่องทองคำนั้น มาจากการที่อีกฝ่ายพยายามโยนความผิดว่าตนเองเป็นเจ้าของทองคำ ส่วนน้องคนอื่นๆ ก็ถูกโยนความผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ และในระหว่างที่ทำงานด้วยกัน ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่าง บางอย่างทนได้ก็ทน แต่บางอย่างเกินขีดจำกัด เช่น เรื่องสินบนทองคำที่มีโทษอัตราสูง เมื่อเห็นว่าจงใจจะโยนความผิดให้ตนเองก็ต้องออกมาทำเพื่อหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้

สำหรับประเด็นเรื่องทำร้ายร่างกาย ตนยอมรับว่า เคยเห็นทำร้ายลูกน้อง อย่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ เคยโดย ทำร้ายจริง แต่คนอื่นไม่เคยเห็น เพราะว่าคนที่ทำงานกับท่านมีหลายหน้าที่บางคนออกไปทำสืบสวน บางคนรับใช้อยู่ในสำนักงานบางคนดูแลเรื่องส่วนตัว ในเรื่องส่วนตัวกับคนที่สำนักงานตัวเองไม่ทราบ แต่รู้มาว่าบางคนถูกทำร้าย ก่อนที่ตนจะเข้ามาทำงานอีก

ส่วนประเด็นเรื่องข้อสงสัยที่ว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูล เป็นเพราะข้อตกลงเรื่องการช่วยคดี พ.ต.อ.ภาคภูมิ ย้ำว่า ตนเองมีคดีเดียวคือคดีของมินนี่ ซึ่งอยู่ในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ตำรวจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องคดี ไม่สามารถช่วยเหลือคดีได้ จึงไม่อยากให้มองว่า การออกมาพูดเรื่องนี้ มีการดีลผลประโยชน์กัน เพราะตามข้อเท็จจริง เรื่องนี้มีการกระทำความผิดจริงเกิดขึ้น

พ.ต.อ.ภาคภูมิ เผยอีกว่า ในเรื่องของคดี ตนเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะคดีนี้เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็มีคนดูอยู่ตลอด

ส่วนอดีตผู้บังคับบัญชาเคยติดต่อมาพูดคุยหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุว่า ท่านมีความพยายาม ให้รุ่นพี่ที่รู้จักโทรศัพท์มาหาแต่ตนมองว่า ไม่มีอะไรต้องพูดคุย จึงไม่ได้ตอบรับ และส่วนตัวยังให้ความเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชาที่เคยสนับสนุนตนเอง แต่วันนี้ต้องแยกกันระหว่างความถูกต้อง เพื่อคนส่วนรวมก็เพื่อตัวเอง และองค์กร

ส่วนที่บอกว่าทรยศหักหลัง พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า อยากให้ย้อนกลับไปว่าคนแรกที่ถูกทรยศหักหลังคือกรรมการ ป.ป.ช. และคนที่สองก็คือตนที่กำลังจะถูกโยนความผิดให้

ด้าน นายพิสิษฐ์ ให้ข้อมูลว่า เอกสารนี้จะต้องส่งให้สมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ทั้ง 200 คน กรอบระยะเวลาไม่ได้ชัดเจน แต่จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กรณีที่มีกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา 234 (1) โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

Related Posts

Send this to a friend