CRIME

เปิดคำฟ้องอัยการคดี “บรรยินอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา” ขอลงโทษสถานหนัก ขณะที่ศาลเตรียมสอบคำให้การผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

“ถ้ามึงบอกทำไม่ได้ วันนี้กูก็จะจัดการผัวมึงเลย รับรองหาซากไม่เจอ”

คำฟ้องของอัยการในคดี “พ.ต.ท.บรรยิน อุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา “ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 7 ม.ค. – 5 ก.พ. 2563 จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันสมคบคิด วางแผน แบ่งหน้าที่กันทำ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย เอาตัวนายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้เสียหาย ไปหน่วงเหนี่ยวกักขัง และใช้ความปลอดภัยในชีวิตของนายวีรชัยต่อรองเรียกค่าไถ่ ข่มขืนใจ น.ส.พนิดา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่จำเลยทั้งหกต้องการ คือให้ผู้เสียหายมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวก ในคดีอาญาหมายเลขดำ 305/2561 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่ง น.ส.พนิดา เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน พร้อมกับให้มีคำสั่งคืนเงินหุ้นทั้งหมดในคดีแก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจะฆ่านายวีรชัยแล้วทำลายศพ โดยใช้ไฟเผาด้วยยางรถยนต์ ราดด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นการสมคบกันกระทำผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดของตน หลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา และความผิดอื่นรวม 9 ข้อหา อันเป็นความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

จำเลยทั้งหกวางแผนโดยใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่มีการนำป้ายทะเบียนคันอื่นมาติดป้ายทะเบียน โดยใช้โทรศัพท์หมายเลขที่เปิดใหม่ ใช้ชื่อบุคคลอื่นในการเปิดหมายเลข เป็นยานพาหนะและเครื่องมือติดต่อสื่อสารติดตามความเคลื่อนไหวของนายวีรชัยหลายครั้ง จนทราบว่าผู้ตายจะโดยสารรถสาธารณะจากบ้านพักมาส่งผู้เสียหายเพื่อทำงานตอนเช้าที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ และตอนเย็นก็จะมารับผู้เสียหายกลับบ้านพักเป็นประจำทุกวัน โดยวันที่ 4 ก.พ. 2563 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้บังอาจสวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อให้นายวีรชัยและบุคคลอื่นเชื่อว่าจำเลยเป็นตำรวจ เพื่อความสะดวกในการจับตัวนายวีรชัยไปกักขังเรียกค่าไถ่ ข่มขืนใจ น.ส.พนิดา และนำตัวไปฆ่าเผาทำลายศพ โดยจำเลยที่ 1, 3, 4 และ 5 ร่วมกันแสดงเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ขอตรวจบัตรประชาชนนายวีรชัย แล้วร่วมกันล็อกคอฉุดลากบังคับผู้ตายไปกักขังในรถโตโยต้าสปอร์ตไรเดอร์ สีดำ ซึ่งได้นำมาจอดริมถนนหน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมานายวีรชัยได้ถึงแก่ความตายจากการถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังดังกล่าว

“ถ้าไม่ยอมยกฟ้องเนี่ย คืนเงินกับหุ้นเนี่ยทั้งหมดให้เขา เขาให้กูเอาผัวมึงไปทิ้งได้เลย”

การกระทำของจำเลยทั้งหก จึงเป็นการร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนายวีรชัย จนเป็นเหตุถึงแก่ความตาย โดยระหว่างที่ร่วมกันนำตัวนายวีรชัยมากักขังหน่วงเหนี่ยวในรถ ได้เดินทางมุ่งหน้าไป จ.นครสวรรค์ ยังได้ร่วมกันข่มขืนใจ น.ส.พนิดา ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีอาญาหมายเลขดำ 305/2561 ให้ยกฟ้องและคืนเงินกับหุ้นที่ถูกอายัดไว้ โดยพูดกับผู้เสียหาย อาทิ “ถ้าไม่ยอมยกฟ้องเนี่ย คืนเงินกับหุ้นเนี่ยทั้งหมดให้เขา เขาให้กูเอาผัวมึงไปทิ้งได้เลย”ถ้ามึงยอมนะ เอาเก็บไว้ในค่ายก่อน รอจนกว่ามึงตัดสินคดีเสร็จอะ ถ้ายกฟ้องต้องยกให้หมดเลย”ให้ยกฟ้องทุกคน และคืนเงินหุ้นทั้งหมด” “ถ้ามึงบอกทำไม่ได้ วันนี้กูก็จะจัดการผัวมึงเลย รับรองหาซากไม่เจอ” “ถ้าไม่ยกฟ้อง หรือไม่มีตุกติก ผัวมึงจำหน่ายทันที” โดยจำเลยทั้งหกเข้าใจว่านายวีรชัยเป็นสามีของผู้เสียหาย

หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกได้ปิดโทรศัพท์มือถือของนายวีรชัย แต่ น.ส.พนิดา ผู้เสียหายไม่สามารถกระทำการตามที่จำเลยทั้งหกข่มขืนใจดังกล่าวได้ ต่อมาจำเลยจึงได้ร่วมกันฆ่านายวีรชัยจนถึงแก่ความตาย โดยภายหลังจากที่จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยที่ 1-5 มีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามแผนการที่จำเลยทั้งหกได้ร่วมกันวางแผนไว้ ได้นำยางรถยนต์สวมใส่ศพ นำน้ำมันเบนซินจุดไฟเผา แล้วร่วมกันเก็บชิ้นส่วนที่เหลือจากการเผาใส่ถุงพลาสติกหลายถุงทิ้งริมถนนสายนิคม-ห้วยดุก อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหมู่บ้านกลางแดด จ.นครสวรรค์ พร้อมนำทรัพย์สินของผู้ตาย เครื่องมือในการกระทำผิดทิ้งลงแม่น้ำปิง บริเวณหน้าวัดไทรใต้ เพื่อทำลายหลักฐาน เหตุเกิดที่แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ, อ.บางบัวทอง จ.สุพรรณบุรี, อ.ตาคลี อ.เมืองนครสวรรค์ เกี่ยวพันกัน

 “ถ้าไม่ยกฟ้อง หรือมีตุกติก ผัวมึงจำหน่ายทันที”

หากจำเลยทั้งหมดยื่นขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน เนื่องจากคดีอัตราโทษสูง หากปล่อยชั่วคราวน่าจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตรายประการอื่น และหลบหนี หากจำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ โจทก์ประสงค์ขอสืบพยานรับสารภาพของจำเลย โดยการกระทำของจำเลยทั้งหกในคดีนี้เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง อุกอาจ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความมั่นคงของประเทศ จึงขอศาลลงโทษจำเลยทั้งหกสถานหนักด้วย

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ภายหลังอัยการได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวก ในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโสอดีตเจ้าของสำนวนคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ว่า ภายหลังจากที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกตกเป็นจำเลยที่ 1-6 แล้วศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้กำหนดนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหก ในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) เวลา 09.30 น ซึ่งศาลจะดำเนินการสอบคำให้การผ่านการประชุมจอภาพทางไกลผ่านจอภาพ หรือระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO/Web Conference) ไปยังเรือนจำที่จำเลยทั้ง 6 คนถูกควบคุมตัวอยู่ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็เป็นไปตามคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาสนับสนุนการทำงานของศาลและสร้างความสะดวกร่วมกับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19

Related Posts