BANGKOK

‘จิรายุ – คริส’ จับมือ ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ ‘ชัชชาติ’ ทุจริตแต่งตั้ง ผอ.เขต

‘จิรายุ – คริส’ จับมือ ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ ‘ชัชชาติ’ ทุจริตแต่งตั้ง ผอ.เขต แจงเหตุผล ยื่นตรวจสอบช่วงนี้ เหตุความผิดเพิ่งเกิดก่อนลาออก ยันเอกสารหลักฐานครบ เอาผิดได้ แย้มมีก๊อกสองตามมา

วันนี้ (11 มิ.ย. 69) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อเข้ายื่นร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ในความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองมาในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดใน กทม. และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าฯ กทม. มาหลายสมัย และเคยตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. มาแล้วหลายคน และการทุจริตของ กทม. มาหลายเรื่อง และที่มาในตอนนี้นั้น ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ และเหตุนี้เกิดขึ้นก่อนที่นายชัชชาติ จะลาออกจากตำแหน่งไม่กี่วัน และพยานหลักฐานค่อนข้างครบ รวมไปถึงมีการกระทำความผิดซ้ำซาก ซึ่งมองว่า การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกตนเองไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่น

นายจิรายุ ยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบเหตุไม่เกิด พยานไม่มี คงไม่สามารถทำได้ ดังนั้น การยื่นสำนวนในวันนี้เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนในการเอาผิดผู้ว่าฯ กทม. ขณะดำรงตำแหน่งนั้น เป็นเหตุจำเป็นสำคัญ เพราะมีการแบ่งงานกันทำ โดยรายละเอียดมีการประกอบในสำนวนทั้งหมด และอีกหนึ่งประเด็นที่มายื่นเรื่องในวันนี้ คือเรื่องของการตรวจสอบทุจริต โดยมองว่า มีการบริหารงานมา 4 ปี และทำงานไปเยอะส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย

“ผู้นำสูงสุดขององค์กร จะไม่รู้ไม่เห็น เขาทำกันเองข้าราชการทำมาแล้ว ผมมีหน้าที่เซ็นไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอ้างแบบนี้ ท่านต้องอ้างกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง และยังมีเรื่องอีกเยอะที่จะทยอยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ ยืนยันว่า เอกสารพยานหลักฐานที่นำมาในวันนี้ มากกว่าร้อยแผ่น เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และเหตุเกิดก่อนที่นายชัชชาติจะลาออก แล้วไปเยี่ยมลูก ดังนั้น ถ้าตนเองทำตั้งแต่ปีที่แล้วก็เท่ากับบ้าและมีปัญหา หรือถ้าตนเองไม่ทำไม่ตรวจสอบตอนนี้ก็แสดงว่าตนเองอาจจะฮั้วกับท่านผู้ว่า ดังนั้น จึงอยากให้ลองฟังอีกมุมหนึ่งก่อนเพราะเราตรวจสอบด้วยข้อมูลหลักฐาน

“พระเอกลิเกบางที หลังโรงลิเกเขาทำอะไรกัน พระเอกจะบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง ข้างหลังเขาทำกันเอง ผมแค่ออกมาบอกว่า ผมจะทำเพื่อพี่น้องประชาชนแบบนั้นแบบนี้ก็ไม่ได้ กระบวนการบ้านเราเป็นระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบการมีฝ่ายค้านแบบนี้ถือว่าสวยงาม ดังนั้น ประชาชนชาว กทม. ถ้าเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมก็ตัดสินใจกัน และนี่เป็นเพียงเรื่องแรก ๆ เท่านั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีก” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ ยังบอกอีกว่า ข้อสังเกตน่าสนใจ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเห็นทำกันทั่วประเทศทั่วโลก หาคนที่สั่งการได้นั้น ก็คงไม่แปลกถ้าทำเนียน แต่ปรากฏว่าไม่เนียนพอไม่เนียนแล้วมีคณะกรรมการที่บอกว่าผิดกฎหมายแล้ว แต่ท่านก็ยังทำผิดซ้ำ เริ่มวันที่ 17 เม.ย. ที่ท่านใช้เวลาคัดสรรครั้งที่สองใหม่ แล้วประกาศวันที่ 30 เม.ย. จนล่าสุดมีการร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (กพค.) อีกครั้งแล้ว แต่ผู้ร้องไม่อยากเปิดเผย และการร้องครั้งที่สองหากมีการชี้มูลมาอีกครั้ง ก็เท่ากับว่าท่านเป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือไม่ ผิดแล้วยังทำซ้ำ ซึ่งการกล่าวหาลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้มาจากตนเองหรือนายคริส แต่มาจากสนิทเนื้อในของ กทม. และกรณีที่มีข้าราชการในระดับ ผอ.เขตเรียก ลูกน้องเข้าไปกระทำล่วงละเมิดในห้อง ซึ่งก็เป็น 1 ใน 17 คนที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้ง และมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ก็จะมายื่นเรื่องในรอบที่สอง

เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ยื่น จะชี้ชัดหรือไม่ว่าอากงคือใคร นายจิรายุ กล่าวว่า เป็นเอกสารสำคัญยิ่ง และเชื่อว่า กทม. เราไม่ต้องพูดถึงระบอบอากง เพราะเดี๋ยวผู้ว่าฯ จะลอยตัว จริง ๆ โฟกัสของผู้นำสูงสุดขององค์กรในองค์กรใดก็แล้วแต่ ต้องรับรู้รับทราบเมื่อรับรู้แล้ว ต้องยับยั้ง แต่หากไม่ยับยั้ง และปล่อยผ่าน ทำซ้ำแบบนี้ แสดงว่ามีเจตนาจงใจปฏิบัติ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมาย หากระดับนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ได้ ไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ไม่วางขุมกำลัง เชื่อว่าคน กทม. จะได้ประโยชน์ เพราะผู้อำนวยการเขตบางคน ก็ไม่ต้องรับนโยบาย ไม่ต้องจ่าย ซึ่งข้อมูลเข้ามาเยอะ ว่าจ่ายต่อเดือนกี่บาท จึงเกิดทางเท้าเดินไม่ได้ ในปัจจุบันเกิดส่วยโยธา หากบอกว่าใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็เกิดชาวบ้านบ้านช่อง ย้ำว่า ถ้าหัวไม่ส่าย ข้างล่างไม่มีใครกล้า หากโปร่งใสทุกคน ไม่มีต้นทุน เขาก็ทำงานได้ปกติ ไม่ต้องตั้งเป้าว่าต้องส่งเท่านั้นเท่านี้ อย่ามาพูดอีกว่าพูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐานก็มาวันนี้เพราะมีหลักฐาน และทุกวันนี้ก็ยังเผชิญปัญหาแบบเดิมทั้งทางเท้า และน้ำ การระบาย ดังนั้น ใจร่ม ๆ แบบที่ผู้ว่าฯ กล่าวและชี้แจงไป ท่านก็ดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์กับพี่น้อง กทม.

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เอกสารที่นำมาในวันนี้ลงนามโดยผู้ว่าฯ ชัดเจน ซึ่งที่มาวันนี้เนื่องจาก มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจ 17 คน หลังจากนั้นผู้ตรวจ ได้แต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำอะไรกันข้างใน เพราะบางทีเอกสารก็ปกปิด ไม่เปิดเผยในเว็บไซต์ แต่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ไปร้อง ว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนวันที่ 23 มี.ค. มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรใน กทม. ว่าผิดกฎหมาย จากนั้น เปิดคัดสรรใหม่ 17 เม.ย. ลงนามวันที่ 30 เม.ย. ประกาศ 1 พ.ค. หมายความว่ารถหน่วยกรุงเทพมหานครนี้วิ่งเร็ว 10 กว่าวัน ได้รายชื่อทั้งหมด 17 คนเหมือนเดิม และผู้ว่าฯ ก็ลงนามเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ว่าฯ ก็ลาออก ก็มีคนไปร้องใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาว่าผิดหรือไม่ และต้องนำเอกสารมาประกอบสำนวน โดยหากพบว่ามีอีกก็จะเดินทางมาร้องอีก

เมื่อถามว่า นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตของผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ก็มาชี้แจงว่าเรื่องการร้องเรียนครั้งแรก เป็นเรื่องการคัดเลือกหลักเกณฑ์ที่ไม่มีชัดเจน จึงต้องดำเนินการใหม่นั้น นายจิรายุ กล่าวว่า รองผู้ว่าฯ สุภาพสตรี ไม่แปลกที่ต้องมาแก้ต่างแทนผู้ว่าฯ เพราะเป็นคณะเดียวกัน เป็นข้าราชการการเมืองเหมือนกัน แต่ที่สำคัญ ถามจริง ๆ ท่านเป็นรองผู้ว่าฯ เป็นผู้ว่าฯ ตั้งแต่ ปี 65 แต่งตั้งมากี่คนไม่รู้จริง ๆ หรือว่ากฎเกณฑ์เป็นอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่น่าสงสัย เมื่อบอกว่าเขาชี้แนะ ตนเองบอกเลยว่าอย่ามาเลี่ยงบาลี เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระในการพิจารณา ที่บอกว่าชี้แนะ แต่คณะกรรมการ บอกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็คือทำผิดกฎหมาย ก็ไปแก้ให้ถูกต้อง ก็ไม่รู้แก้อย่างไรให้ได้คนเดิม ซึ่งก็มีการร้องเข้าไปใหม่ โดยผู้ร้องเป็น 1 ในกระบวนการคัดสรร คนที่ไม่ได้มี 40-50 คน เขาก็ร้องว่าเมื่อคณะกรรมการชี้มูลวินิจฉัยไปแล้ว ก็ยังทำเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการทำร้ายหัวใจของข้าราชการ กทม. ที่เขารักความเป็นธรรม บางคนทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่กินส่วย เขาก็รู้สึกท้อแท้ หากไม่มีเป้า ไม่มีตั๋ว ต้นทุนเหล่านี้ไม่มี คนที่จะไม่เดือดร้อนคือประชาชน

ส่วนเรื่องคลิปเสียง หรือแชตไลน์นั้น ที่เรียกน้องเข้าไปจัดการ ขอรอครั้งต่อไป เพราะพยานหลักฐานเข้ามาเรื่อย ๆ ขอรอเอกสารให้ครบก่อน โดยจะมีการเข้ามายื่นอีกครั้ง ส่วนจะก่อนเลือกตั้งหรือไม่ หากมาเมื่อไหร่ ก็จัดเมื่อนั้น เพราะตอนนี้ก็ก่อนเลือกตั้งอยู่แล้ว ขณะที่ข้อมูลบางส่วน เป็นเอกสารลับ หากเปิดไปก่อน จะทำให้น้ำหนักลดลง

“สุดท้ายไม่ว่าผู้ว่าฯ จะชื่อชัชชาติหรือใครก็แล้วแต่ หากยังโยงใยกับระบอบอากง ซึ่งมันมีถึงอาม่า แต่ผมไม่อยากใช้คำพวกนี้ แต่ถ้าระบอบยังกลับเข้ามา ผมก็ขอตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครต่อไป เพราะฉะนั้น ข้าวจะเข้าปาก ก็คงจะยากหน่อย ที่ผ่านมา ผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครนัก จริง ๆ แล้วมีเรื่องมากมาย การมีระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ถูกทางแล้ว เมื่อใครเข้าไปตรวจสอบ ใครเขามีหลักฐาน ผมไม่ใช่นักร้อง ผมเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้น ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ท่านชอบ ก็ชอบ หากไม่ชอบ ก็ต้องฟังอย่างใจเป็นธรรม ถ้าทำดีก็เลือก ถ้าไม่ดี ก็ไม่เลือก” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่นายคริส กล่าวว่า วันนี้ขอทำหน้าที่ สส. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตามพฤติการณ์ที่นายจิรายุกล่าวไป ตนเองมองว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยไปได้ ส่วนว่าทำไมตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ต้องมาทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นั้น ถ้านายชัชชาติ ไม่ลงเลือกตั้งอีกรอบก็พอจะปล่อยไปได้ แต่วันนี้ นายชัชชาติเสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกรอบ คำถามคือ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านทำถูกต้องทุกประการแล้วหรือยัง ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และวันนี้ตนเองเข้าใจดีว่า ประชาชนยังชื่นชอบ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว แต่ผู้ว่าที่ท่านชอบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีระบอบใดระบอบหนึ่งที่เป็นระบอบการทุจริตกัดกินกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้าผู้ว่าที่ท่านชื่นชอบเลี้ยงลูกน้องแบบนั้น ไว้จะยังไว้ใจได้หรือไม่

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้ข้อมูลที่ตนเองมีได้ส่งให้ นายจิรายุ ทั้งหมดแล้ว และมั่นใจในระดับมือทำงานที่มาตรวจสอบ กทม. มาตลอดทั้งเรื่องเรือดับเพลิง รถดับเพลิง จนประชาชนยอมรับ ดังนั้น ทำให้เชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนเอง และนายจิรายุ มี ซึ่งหลังจากนี้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า สิ่งที่ท่านทำในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ช่วยพวกพ้องตัวเองหรือไม่ และวางขุมกำลังที่เป็นคนของระบอบอากงไว้หรือไม่ และหากหลังจากนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นในเขตเหล่านี้ ประชาชนก็จะทราบได้ว่าใครแต่งตั้งคนแบบนั้นเข้าไป ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ได้ทำแค่ช่วงของการเลือกตั้งเพราะหน้าที่ของการตรวจสอบ และการปกป้องภาษีของประชาชนรวมถึงปกป้องระบบที่ถูกต้องจะเป็นของคนธรรมดาอย่างพวกเรา

เมื่อถามว่า สก. พรรคเศรษฐกิจจะทำงานกับนายชัชชาติได้หรือไม่นั้น นายคริส ระบุว่า สก. ไม่ใช่การเข้าไปร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ทุกประการ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบผู้ว่า แต่ถ้ามีโครงการที่เป็นประโยชน์จริงก็พร้อมร่วมงาน และหากมี สก. พรรคเศรษฐกิจเข้าไปได้ ก็พร้อมตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.

Related Posts

Send this to a friend