‘อัครนันท์’ เปิดช่องทาง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย’ ศธ. ร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue ตลอด 24 ชม.
‘อัครนันท์’ เปิดช่องทาง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย’ ศธ. ร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue ตลอด 24 ชม. ตั้งเป้าโรงเรียนเป็น Safe Zone คืนความยุติธรรมนักเรียน–ครู ยันข้อมูลไม่รั่วไหล
วันนี้ (17 ต.ค. 69) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Reporters ถึงแนวทางการดำเนินงานของ ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ’ เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ
นายอัครนันท์กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีภารกิจดูแลนักเรียนกว่า 6 ล้านคน และครูกว่า 4 แสนคน แต่ที่ผ่านมากระบวนการทำงานมีขั้นตอนและระเบียบราชการจำนวนมาก ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที หนึ่งใน 5 นโยบายสำคัญของกระทรวงฯ ในปัจจุบัน คือการคุ้มครองและดูแลสิทธิของครูและนักเรียน เพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) อย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นต้องลดขั้นตอนทางราชการและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนควบคู่กันไป

“นับตั้งแต่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และตนเข้ามารับตำแหน่ง ได้มอบนโยบายสำคัญด้านการพิทักษ์สิทธิ แต่โครงสร้างภายในกระทรวงศึกษาธิการมีการบริหารงานแบบแยกแท่ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ทำให้ต่างฝ่ายต่างบริหารจัดการ สิ่งสำคัญจึงเป็นการบูรณาการทุกแท่งงานให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งเกลี่ยอัตรากำลังบุคลากร ออกประกาศกระทรวง และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue”
นายอัครนันท์ยอมรับว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นปัจจัยเร่งให้กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มช่องทางให้นักเรียนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยตรง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงครู ว่าศูนย์แห่งนี้จะช่วยธำรงความยุติธรรม หรือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสะท้อนเสียงตรงไปยังผู้มีอำนาจในส่วนกลาง
“สิ่งสำคัญที่สุดคือกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งกระทรวงฯ ต้องรับรู้ปัญหาให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมาบางกรณีใช้เวลานานถึง 2 ปี แต่ปัญหากลับยังไม่ได้รับการแก้ไข จนเกิดคำถามว่าความยุติธรรมในโรงเรียนไม่เคยมีอยู่จริง เราจึงต้องการหยิบยื่นความโปร่งใสและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกกระทำ โดยไม่ได้เพียงแค่รับฟังเรื่องราว แต่จะจัดส่งทีมงานลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงในทันที”

นายอัครนันท์ระบุอีกว่า โจทย์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ร้องเรียนและประชาชน หากพบว่ามีครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนพยายามช่วยกันปกปิดปัญหา ทางกระทรวงฯ ก็จะดึงเรื่องที่ซุกไว้ใต้พรมออกมาตรวจสอบ การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือเรื่องต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การปกปิดเพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงเรียน แต่ผู้ถูกกระทำต้องได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา
สำหรับช่องทางการร้องเรียน มี 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเดินทางมาร้องเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการด้วยตนเอง หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนพร้อมแนบพยานหลักฐานผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ทางแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ไอดี @Traffyfondue ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ในการแก้ปัญหาให้แก่ครูและนักเรียนในแต่ละพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าข้อมูลและเรื่องที่แจ้งจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับขั้นสูงสุดและไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน
นายอัครนันท์กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนถูกจัดแบ่งออกเป็น 6 ประเภท โดยตนได้มอบนโยบายแก่ทีมงานว่าต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ร้องเรียนโดยเร็ว เนื่องจากบางกรณีไม่สามารถปล่อยปละละเลยหรือปล่อยให้เรื่องคั่งค้างได้ โดยเฉพาะปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกหรือการบูลลี่ (Bullying) ในโรงเรียน ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอีกหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก หลายกรณีเด็กไม่มีทางออกเนื่องจากครูมองว่าเป็นเพียงเรื่องเด็กทะเลาะกัน ซึ่งหากปล่อยไว้จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต กระทบต่อผลการเรียน หรืออาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง สิ่งสำคัญคือเพื่อนนักเรียนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติสามารถแจ้งเรื่องเข้ามา เพื่อให้กระทรวงฯ จัดส่งทีมลงพื้นที่ดูแลทันที

ทั้งนี้ ภายหลังจากเปิดตัวศูนย์ดังกล่าว พบว่าเรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริต, ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ, การกระทำอนาจารโดยครู, ความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา และปัญหาการบูลลี่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปแล้วหลายกรณี พร้อมทั้งประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการส่งนักจิตวิทยาเข้ามาร่วมเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครอง
“ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ถือเป็นคนกลางในการเข้าไปพูดคุยประสานงาน และเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้ที่ถูกกระทำอย่างแท้จริง” นายอัครนันท์กล่าว
นายอัครนันท์ยืนยันความมั่นใจในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนว่า ตนได้จัดตั้งทีมงานพิเศษเพื่อตรวจสอบทานข้อมูลซ้ำ (Cross-check) เพื่อให้กระบวนการทำงานมีความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ธรรมชาติของฝ่ายการเมืองย่อมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามวาระแล้วจากไป สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นการวางรากฐานให้ศูนย์แห่งนี้คงอยู่คู่กับกระทรวงศึกษาธิการในระยะยาว ไม่ว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีจะเปลี่ยนไปกี่คน โดยจะมีการผลักดันบรรจุโครงสร้างศูนย์แห่งนี้ไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองครูและนักเรียนอย่างยั่งยืน

“เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่งที่พบว่านักเรียนและครูต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าและความเครียดสะสม ซึ่งผมรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเข้ามารับผิดชอบงานที่กระทรวงศึกษาธิการ จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นได้จริงในสถานศึกษา แม้เราจะมีครูและนักเรียนจำนวนมหาศาล แต่หากเราสามารถช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้แก่เขาได้ แม้เพียงหนึ่งกรณี ก็ถือว่าได้ช่วยรักษาชีวิตและอนาคตของคนคนหนึ่งให้มีคุณค่าและปลอดภัย”
นายอัครนันท์กล่าวย้ำว่า ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย จะประสบความสำเร็จได้ ข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการต้องมีความจริงใจร่วมกัน ในวันที่ครูและนักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาต้องมีที่พึ่งและเครื่องยึดเหนี่ยว โดยกระทรวงฯ พร้อมจะบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ปราศจากการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ต่อกัน
“สิ่งสำคัญที่สุดของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ คือต้องเป็นที่พึ่งให้แก่คนในแวดวงการศึกษา ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา อย่างน้อยที่สุดกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเป็นที่พึ่งที่พึ่งพาได้จริงสำหรับพวกเขา” นายอัครนันท์กล่าวทิ้งท้าย















