BUSINESS

AVG Thailand แนะกลยุทธ์ทำการตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในจีน

นางชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในจีนระดับแนวหน้าของเอเชียในเครือ บริษัท วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท AVG เริ่มต้นดำเนินธุรกิจผู้ให้บริการด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2007 ปัจจุบันมีสาขาใน สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนามและดูไบ สำหรับในประเทศไทย บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ นับเป็นผู้เล่นใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามามีบทบาทในวงการนี้เมื่อประมาณปลายปี 2017 ซึ่งจะครบรอบ 2 ปี ในปลายปีนี้ แต่ทว่า ด้วยความที่บริษัทฯ มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และการสนับสนุนที่ดีจากบริษัท YDM Thailand จึงสามารถก้าวขึ้นมาติดท็อป 3 สุดยอดบริษัทผู้ให้บริการดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งจีนในประเทศไทยได้ภายในปีแรก ปัจจุบันมีลูกค้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทถึง 60 บริษัท ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทมหาชนระดับแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ ธนาคารกสิกรไทย ไปจนถึงบริษัทสตาร์ทอัพ เช่น Sesamilk ซึ่งเพิ่งชนะรางวัล Thailand Innovation Award ไปเมื่อเร็วๆ นี้    

โดยในปีนี้ AVG Thailand มี 2 อาวุธลับที่จะนำมาเสริมการสร้างแบรนด์ในตลาดจีน นั่นคือ Influencers Marketing และ Social Commerce สำหรับ Influencers Marketing นั้น ผู้บริหาร AVG Thailand  ระบุว่า Influencer Marketing กลายเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในกลยุทธ์ทางการตลาดประเทศจีน เพราะจากข้อมูลของฟรอสต์และซูลิแวน แสดงให้เห็นถึงยอดขายที่เกิดจาก Influencer คนจีน ที่สูงถึง 32.9 พันล้านหยวน (4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2017 และคาดว่า จะสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่มั่นคงได้ถึง 40.4% ในอีกห้าปีข้างหน้า อีกทั้งร้อยละ 80 ของแฟนคลับที่ติดตาม Influencer นั้นเป็นกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียมหรือคนที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1981 ถึง 1996 (อายุ 23-38 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในประเทศจีน ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าจะไม่มีคำถามอีกต่อไปว่าจะร่วมมือกับ Influencer ดีหรือไม่ แต่จะกลายเป็นคำถามว่า จะร่วมมือกันอย่างไร และ จะร่วมมือกันเมื่อไหร่มากกว่า

ส่วนบริการใหม่ที่น่าจับตามอง คือ Social Commerce เป็นการต่อยอดจาก Influencer marketing ที่ได้ผลตอบรับที่ดี ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ นั่นคือ เป็นการตลาดที่ผสมผสานระหว่าง Social media และ e-commerce เพื่อสร้าง demand ให้กับ “สินค้า” ตัวอย่างเช่น สาวจีนที่ค้นหาชุดใหม่สำหรับออกเดท เธอพบเสื้อผ้าแฟชั่นมากมายบน Taobao e-commerce platform ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน แต่เลือกไม่ถูกว่าจะซื้อชุดไหนดี ในขณะที่ influencer ที่เธอติดตามบน Weibo review 10 look แต่งหน้าและแฟชั่น สำหรับ Summer นี้ มาพร้อมคูปองส่วนลดไปยังร้านค้าออนไลน์ ซึ่งแบบหลังนี้จะทำให้มีโอกาสสูงมากที่เธอจะซื้อทั้งกระโปรงสีแดงที่ Influencer สวมใส่ รวมทั้งเครื่องสำอางที่ Influencer แนะนำว่าต้องมี ปัจจุบันประเทศจีนมี Mobile Application เพื่อ Social Commerce มากมาย เช่น Red Book และ Pinduoduo นอกจาก อินฟลูเอนเซอร์แล้ว คำว่า Social ในที่นี้ยังรวมถึง Social Media Group เช่น  WeChat Group ผู้ใช้จริง และเพื่อนๆ บนโซเชียลมีเดียอีกด้วย

นางชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด

ส่วนเทรนด์ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ในจีนประจำปี 2019 นี้  AVG Thailand วิเคราะห์ว่า Social Commerce จะตอบโจทย์ผู้ซื้อและผู้ขายมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก Social Media และ E-commerce เจ้าใหญ่ๆ มีการจับมือร่วมกันมากขึ้น เช่น อาลีบาบา ร่วมมือกับ Weibo ส่วน WeChat ก็เป็นพันธมิตร กับ JD.com เพื่อสร้างระบบโฆษณาที่สามารถเจาะความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนขึ้น เช่น นำประวัติการซื้อบน e-commerce มาวิเคราะห์กับเพจที่ผู้บริโภคนั้นติดตามบน Social Media ส่วนรูปแบบ Content จะเป็น Video ที่มาแรง เห็นได้ชัดจากการที่ชาวจีนใช้เวลาในการดูวิดีโอเพิ่มมากขึ้น 7% ในปี 2018 ไปจนถึงเทคโนโลยี 5G ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งในประเทศจีน เพราะความเร็วของ 5G ทำให้หลายสิ่งรอบตัวเราสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งจะทำให้ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ไม่เพียงแต่อยู่บนมือถือและคอมพิวเตอร์อีกต่อไป เช่น ก่อนที่ไข่ในตู้เย็นจะหมด จอ LEDบนตู้เย็นก็โชว์โฆษณาไข่ หลังจากกดสั่งซื้อ ระบบ e-commerce ก็ส่งไข่มาถึงมือคุณภายใน 30 นาที ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับโฆษณาจะดีขึ้น เพราะโฆษณาจะไม่ใช่การขายแบบยัดเยียดอีกต่อไป แต่เป็นการเสนอขายแบบถูกที่ถูกเวลาและตรงกับความต้องการจริงของผู้บริโภค

สำหรับสินค้าไทยยอดนิยม ตามข้อมูลใน Tmall แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2C ที่ใหญ่ที่สุดในจีน และ Taobao แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ C2C ที่ใหญ่ที่สุดในจีน แสดงตัวเลขในเดือน พฤษภาคม 2019 ว่า  สินค้าจากเมืองไทยที่ขายดีที่สุด ได้แก่ สินค้าในกลุ่มสกินแคร์ & เครื่องสำอาง, ผลไม้อบแห้ง และ ข้าว มีมูลค่าการซื้อขายโดยรวมประมาณ 2 ล้านครั้ง/เดือน 

ในส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเทียวในไทยนั้น คุณชฎากร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังนับเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวนอกประเทศอันดับ 1 ของคนจีน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวสำคัญของจีนอย่าง วันชาติจีนและวันตรุษจีน แต่กระนั้นยังมีเทรนด์ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเราควรต้องทำความเข้าใจไว้เช่นกัน เช่น ผู้หญิงเป็นฝ่ายตัดสินใจส่วนใหญ่ถ้าจะท่องเที่ยวต่างประเทศ, กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จะอยู่ในช่วงอายุ 29-39, เหตุผลหลักในการท่องเทียวต่างประเทศ คือ ทริปครอบครัว, การท่องเที่ยวแบบมีระดับเริ่มได้รับความนิยม เช่น พักในโรงแรม 4-5 ดาว และมักจะไปเที่ยวเป็นกลุ่มแบบส่วนตัว

อย่างไรก็ดี คุณชฎากร ยังได้แนะนำถึง ธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวอันเนื่องจากข้อพิพาทจีน-สหรัฐ ในช่วงนี้ คือ ผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสทางธุรกิจในเมืองกลุ่ม “New Tier One” คือ เมืองที่มีศักยภาพการเติบโตที่ขึ้นไปอยู่กลุ่มเมืองที่เจริญแล้ว (Tier One) ในจีน รวมทั้งควรศึกษาเรื่องข้อได้เปรียบที่ได้จากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนจีน (ACFTA) เนื่องจากในปี 2018 มีสินค้าไทยทั้งหมดที่ส่งออกไปจีนเพียงร้อยละ 68.4% ที่ได้รับอานิสงค์จากข้อตกลงนี้ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของแบรนด์ไทย และเลือกช่องทางในการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งให้ถูกทาง ที่เหมาะสมกับงบประมาณและเจาะได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

จีนเป็นตลาดหลักอันดับ 1 ในการส่งออกสินค้าไทยไปขายยังต่างประเทศ ด้วยมูลค่าการส่งที่มากถึง 9.6 แสนล้านบาท หรือ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 11.9% ตามมาด้วยสหรัฐ และ ญี่ปุ่น แน่นอนว่า จีน คือโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย เพราะเป็นตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อมหาศาล ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนยังคงมีจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวที่เมืองไทย โดยในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 10.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8-10% ในแต่ละปี โดยมีการใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนในไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 51,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน*(ศูนย์วิจัยกสิกร)

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *