‘อภิสิทธิ์’ หวั่น กมธ. ถูกแทรกแซง ทำฝ่ายค้านทำงานยาก แนะ ‘โสภณ’ เรียกประชุมประธาน กมธ. 35 คณะ
‘อภิสิทธิ์’ หวั่น กมธ. ถูกแทรกแซง ทำฝ่ายค้านทำงานยาก แนะ ‘โสภณ’ เรียกประชุมประธาน กมธ. 35 คณะอีกรอบ ส่งสัญญาณถึง ภท. แก้ไขข้อบังคับ เหน็บรัฐ “อยากได้รูปแมวมาขอผม ไม่ต้องเจาะสปายแวร์”
วันนี้ (4 พ.ย. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังร่วมแถลงข่าวกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถึงการสกัดกั้นการทำงานของฝ่ายค้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองเคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านหลายสมัยนานที่สุดในประเทศไทยผ่านเหตุการณ์หลายอย่าง และทราบดีว่าทุกยุคทุกสมัยมีข้อจำกัดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตรวจสอบ เพราะทุกรัฐบาลมักไม่นิยมให้มีการตรวจสอบ แม้ว่าการตรวจสอบเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การออกหนังสือเวียนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของกรรมาธิการ ซึ่งขณะนี้ก็มีความพยายามดำเนินการคู่ขนานจากการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา โดย สส. พรรคภูมิใจไทย ทำให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นหนักกว่าหนังสือเวียน เพราะจะมีความพยายามนอกจากการใช้มติเสียงข้างมาก และรวมไปถึงการเสนอให้ยุบคณะกรรมาธิการได้
“มีการเสนอว่าการเลือกประธานกรรมาธิการ ซึ่งแต่เดิมตกลงกันว่าจำนวนประธานกรรมาธิการเป็นไปตามสัดส่วนของ สส. ในสภา จะกลายเป็นให้เสียงข้างมากมาตัดสิน ดูเหมือนมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการให้กลไกการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบทำงานได้ยากขึ้นหรือทำงานแทบไม่ได้เลย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงระบบรัฐสภาทั่วโลก เสียงข้างมากคือรัฐบาล และตามมาตรฐานสากลจะมีความระมัดระวัง ไม่ใช่ยึดเสียงข้างมากกฎเกณฑ์ข้อบังคับอย่างเดียว มีการสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นการออกหนังสือเวียน เข้าใจว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกประชุมประธานคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ และให้ฝ่ายกฎหมายสรุปว่าควรจะเป็นอย่างไรก่อนที่จะออกหนังสือเวียน
จึงแนะนำว่าประธานสภาฯ ควรเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง เพราะในที่ประชุมวันนั้นแนวคิดที่ควรจะตกผลึกควรนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติอย่างไร เช่น การที่ประธานคณะกรรมาธิการจะบรรจุระเบียบวาระอะไร สามารถใช้วิธีหารือแจ้งต่อที่ประชุมใครต้องการทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้มติ ซึ่งจะเป็นวิธีที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย อยากให้ท่านประธานทบทวนและนำสิ่งเหล่านี้กลับไป
พร้อมส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยในฐานะประธานสภาฯ หากจะแก้ไขข้อบังคับอะไร ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย กรณีการไปแทรกแซง โดยเรื่องกระบวนการยุติธรรมคดีความ เช่น กรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องแปลก มีการฟ้องร้องโดยบริษัทเอกชน ซึ่งนางการดีไม่ได้เอ่ยชื่อด้วยซ้ำ จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติของธุรกิจเอกชน
“ในการใช้สิทธิทางกฎหมายทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมืองน่าจะเป็นปัญหา จึงต้องการฝากไปยังศาลฎีกา เพราะประธานศาลฎีกากรุณาออกคำแนะนำเรื่องการฟ้องปิดปาก ให้นำคำแนะนำนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในคดีต่าง ๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการคุกคามเจาะข้อมูล ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต่างระมัดระวังอยู่แล้วว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ จึงยืนยันไม่ได้หวั่นไหวอะไรแต่ย้ำว่าอย่าให้เป็นเรื่องการกระทำของรัฐ เพราะคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า “อยากได้รูปแมวดี ๆ มาขอผมได้ ไม่ต้องเจาะสปายแวร์เข้ามา”
นายอภิสิทธิ์ระบุว่า คำเตือนที่ได้รับมีเพียงว่าได้เตือนปัญหาเหล่านี้กี่ประเทศ และระบุค่อนข้างชัดว่าสิ่งที่เตือนคือการพยายามมุ่งเป้าสู่บุคคลด้วยเหตุผลด้านหน้าที่การงานและอาชีพ และสปายแวร์ที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างก็เป็นสปายแวร์ที่ขายให้เฉพาะภาครัฐ และมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการใช้ ตนก็ใช้ iPhone มานาน แต่ก็ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ และแทบไม่เคยเจอใครที่รู้จักและเจอข้อความเช่นนี้ ดังนั้นความพยายามในการที่จะมาอธิบายเหมือนกับเกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศ อยากให้รัฐมนตรีเข้าใจสถานการณ์จริงว่าลักษณะของคำเตือนมีความชัดเจนในตัวมันเอง สิ่งที่เรียกร้องคืออยากให้รัฐบาลยืนยันว่าหน่วยงานของรัฐและความมั่นคงไม่มีการกระทำเช่นนี้














