‘ณัฐพงษ์’ ร่วมงานรำลึก 20 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ ชี้ไทยต้องเอาผิดคนก่อรัฐประหาร
‘ณัฐพงษ์’ ร่วมงานรำลึก 20 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ ชี้ไทยต้องเอาผิดคนก่อรัฐประหาร ตรวจสอบคดีย้อนหลัง ไม่ใช่ลบเลือนประวัติศาสตร์ ยกเหตุกวังจู 1980 ที่เกาหลีใต้เป็นบทเรียน
วันนี้ (31 ต.ค. 69) เวลา 14.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ร่วมงานรำลึก 2 ทศวรรษ นวมทอง ไพรวัลย์ที่บริเวณสดมภ์อนุสรณ์หน้าสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี
นายณัฐพงษ์กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งโดยกล่าวถึงคลิปของลุงนวมทองที่เปิดช่วงต้นของงาน ซึ่งลุงนวมทองได้พูดว่า “แค่ชีวิตของเขาคนเดียว มันจะสำคัญอะไรไปมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยประเทศ” ทำให้ตนเองรู้สึกสะเทือนใจเพราะสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยู่ด้วยกันไม่ว่าพวกเราจะเป็นรุ่นใดก็ตามคือเราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเองและคำว่าประชาธิปไตย สิ่งที่ดีกว่าคืออนาคตของลูกหลาน ความต้องการของพวกเราเรียบง่ายมากเพียงแต่วิธีการต่อสู้ในอดีตและปัจจุบันจะต่างไปแค่อยากให้อำนาจสูงสุดของประชาชนทำยากในประเทศนี้ ในอดีตการต่อสู้อาจจะมีกระบอกปืนหรือรถถังแต่ยุคนี้สมัยนี้อาจจะจำแลงกายเป็นอย่างอื่นอยู่ภายใต้คราบรัฐธรรมนูญปี 2560
สิ่งสำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาคือประชาชน 21 กว่าล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นฉันทามติจากประชาชนที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้และผลักดันต่ออยากให้ทุกคนที่มาร่วมงานเก็บความทรงจำนี้ไว้ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเกี่ยวแขนเดินต่อไป
นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไทยเคยช่วยในช่วงสงครามเกาหลีปัจจุบันถือว่าเขามีความเป็นประชาธิปไตยและเจริญมากกว่าเรา ซึ่งตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับมูลนิธิ 18 พฤษภาของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเหตุการณ์กวังจูปี ค.ศ.1980 นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 ยึดโยงกับตนเองที่เกิดวันที่ 18 พ.ค.1987 วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์กวังจูปีเกิดตรงกับที่เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตัวแทนเกาหลีใต้ถามทำให้ตนเองสะอึกและตอบไม่ถูกคือเขาบอกว่าเขาศึกษาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน 14 ตุลาคมเห็นเหตุการณ์ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้นเกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมไม่เหมือนเกาหลีใต้ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนาดใหญ่สามารถเปลี่ยนผ่านได้จริงตนเองจึงแชร์ให้ฟังว่าหากไม่มาเป็น สส.หรือนักการเมืองแทบจะไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้ว่าประเทศไทยมีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกหายไปในขณะที่ประเทศเขามีอนุสาวรีย์มีเรื่องเล่าเต็มไปหมด ซีรีส์เกาหลีก็ฝังเหตุการณ์กวังจูในหลายเรื่อง
“การเก็บความทรงจำคือป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยการทำให้ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้งจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกนักการเมืองของเกาหลีใต้ทั้งคนที่โกงและคนที่เคยออกมาปฏิวัติก็ได้รับการลงโทษแต่ในประเทศเราเราเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัวเห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย”
นายณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่าในฐานะนักการเมืองสิ่งที่จะขอหนึ่งอย่างสำหรับตนเองขออย่างเดียวถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลังและสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ตนเองขอแค่อย่างนี้อย่างเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง














