ไทย-ภูฏาน เดินหน้าขยายความร่วมมือ สาธารณสุข พลังงานสะอาด การเงินภาคเกษตร
ไทย-ภูฏาน เดินหน้าขยายความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สาธารณสุข พลังงานสะอาดและการเงินภาคเกษตร มุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ยกระดับบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
วันนี้ (31 ต.ค. 69) เวลา 09.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นภูฏานซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างไทยกับภูฏาน จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย
บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขของทั้งสองประเทศ มุ่งพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การป้องกันและควบคุมโรค การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และการวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการแพทย์ดิจิทัล การแพทย์ทางไกลและการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการส่งต่อผู้ป่วยชาวภูฏานมารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทยเพื่อยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงบริการสาธารณสุข
บันทึกความเข้าใจต่อเนื่องระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารเพื่อการพัฒนาภูฏาน จำกัด (BDBL) มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินโดยเฉพาะสินเชื่อสีเขียวเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อ การเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศและการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและขยายช่องทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของทั้งสองประเทศ
บันทึกการหารือด้านความร่วมมือพลังงานสะอาดระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) กระทรวงการคลังภูฏานและบริษัท Norion Renewable Energy Limited เพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง ขนาด 100 เมกะวัตต์ในภูฏานซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าความร่วมมือทั้ง 3 ฉบับสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับภูฏานและผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านสาธารณสุข พลังงานและเศรษฐกิจเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
“รัฐบาลไทยมุ่งต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับภูฏานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏานซึ่งตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนและเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว














