POLITICS

‘ภราดร’ เดินหน้า Sandbox ข้าวสาร วาง 3 แนวทางแก้ปัญหา ชี้โซนนิ่งปี 2545 ล้าสมัย

‘ภราดร’ เดินหน้า Sandbox ข้าวสาร วาง 3 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ความปลอดภัย-กฎหมายสถานบริการ มอบ ป.ป.ท.หารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง ก่อนติดตามผลใน 15 วัน ชี้โซนนิ่งปี 2545 ล้าสมัย ยก 22 จังหวัดไม่มีพื้นที่โซนนิ่งเปิดสถานบริการ

วันนี้ (30 ต.ค. 69) เวลา 12.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการ Sandbox ย่านข้าวสารและรามบุตรี เพื่อยกระดับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ รวมถึงป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ

นายภราดรกล่าวว่าหลังจากการหารือครั้งก่อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมเพื่อหาข้อสรุปถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญต้องย้อนกลับไปที่ปัญหาโซนนิ่งตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกเมื่อปี 2545 ซึ่งผ่านมาแล้ว 25 ปีแต่ยังไม่มีการแก้ไข ทำให้พื้นที่ 3 โซนที่กำหนดไว้ในกรุงเทพฯ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทสังคมในปัจจุบัน

ขณะที่พระราชบัญญัติสถานบริการกำหนดให้สถานบริการต้องเปิดในพื้นที่ที่กำหนดไว้เป็นโซนนิ่งเท่านั้น เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเขตโซนนิ่งจึงไม่สามารถขออนุญาตเป็นสถานบริการได้ ส่งผลให้สถานประกอบการจำนวนมากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไม่สามารถขออนุญาตเป็นสถานบริการได้อย่างถูกต้อง

นายภราดรกล่าวว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว โดยกรมการปกครองได้ยกร่างพระราชบัญญัติสถานบริการไว้แล้ว รวมถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการเช่นกัน แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานานจึงต้องพิจารณามาตรการระยะสั้นควบคู่กันไป โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจะเสนอให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาขยายเวลาเปิดให้บริการในพื้นที่ Sandbox

ทั้งนี้ที่ประชุมหารือถึงความเป็นห่วง 3 มิติ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจ ความปลอดภัยและกฎหมาย โดยมิติเศรษฐกิจนายภราดรระบุว่าหลังเกิดเหตุการณ์ ok bar ส่งผลให้ร้านอาหารไม่สามารถเปิดเกินเที่ยงคืนได้ เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนพื้นที่ถนนข้าวสารก็เงียบลง สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์สภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา

ส่วนมิติความปลอดภัย กทม.และกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ร่วมกันสำรวจสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการในกรุงเทพฯ พบว่ามีมากกว่า 1,000 แห่ง โดยมีสถานประกอบการส่วนหนึ่งเข้าร่วมตรวจสอบตามเช็กลิสต์ 17 ข้อเพื่อประเมินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งมีบางส่วนดำเนินการเรียบร้อยแล้วขณะที่บางแห่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ดังนั้นร้านอาหารหรือสถานประกอบการที่จะได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาเปิดให้บริการในพื้นที่ Sandbox จะต้องผ่านการตรวจสอบตามเช็กลิสต์ทั้ง 17 ข้อด้วย

สำหรับมิติด้านกฎหมายนายภราดรกล่าวว่าเมื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในพื้นที่ Sandbox ให้ชัดเจนจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ตามที่เคยเป็นข่าวได้

ทั้งนี้ที่ประชุมมอบหมายให้ ป.ป.ท.ในฐานะเลขานุการการประชุมไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางดำเนินการ เช่น การออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขยายเวลาเปิดร้าน หรือการหารือกับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะกลับมารายงานความคืบหน้าและหารือแนวทางเพิ่มเติมภายใน 15 วัน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแบ่งพื้นที่เป็นโซนสีเขียว สีเหลืองและสีแดง ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน นายภราดรกล่าวว่าในพื้นที่ข้าวสารซึ่งกำหนดเป็น Sandbox กรุงเทพมหานครและกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ลงพื้นที่สำรวจสถานประกอบการกว่า 30 แห่งพบว่ามีสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นสถานบริการอย่างถูกต้องเพียง 4 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ

จึงต้องหาแนวทางให้ทั้ง 3 มิติเดินหน้าไปด้วยกัน ทั้งมิติเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และนักท่องเที่ยวยังสามารถใช้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ได้ ขณะเดียวกันมิติความปลอดภัยสถานประกอบการที่ผิดพระราชบัญญัติควบคุมอาคารหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจะต้องดำเนินการให้ผ่านเช็กลิสต์ 17 ข้อของกรุงเทพมหานคร หากไม่สามารถดำเนินการให้เรียบร้อยก็ไม่สามารถเปิดสถานบริการต่อไปได้ โดยเมื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แล้วผู้ประกอบการก็ต้องดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชน รวมถึงดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

ส่วนความคืบหน้าการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนายภราดรกล่าวว่าการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ส่วนคือการดำเนินการทางวินัย ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ส่วนการดำเนินคดีอาญาเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท.ที่ต้องดำเนินการไต่สวนเบื้องต้นและดำเนินการตามขั้นตอน โดยทั้งสองส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการ

เมื่อถามว่าได้รับฟังเสียงผู้ประกอบการว่ามีความเห็นอย่างไรต่อมาตรการดังกล่าวหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่าเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ผู้ประกอบการเพิ่งเข้ามาพูดคุยและยื่นหนังสือให้ตนเองที่สภา โดยผู้ประกอบการมีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมายที่กำหนด ทำให้หลังเที่ยงคืนร้านค้าแต่ละแห่งไม่สามารถเปิดให้บริการต่อได้

นายภราดรกล่าวว่าได้ชี้แจงกับผู้ประกอบการว่าหากมีโอกาสดำเนินมาตรการ Sandbox เพื่อขยายเวลาเปิดให้บริการก็ต้องแลกกับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและสถานที่ รวมถึงการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ และหลังจากนี้จะหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการได้พร้อมระบุว่าจะนำข้อสรุปจากที่ประชุมไปหารือกับผู้ประกอบการอีกครั้ง

เมื่อถามว่าหากมาตรการ Sandbox ถนนข้าวสารประสบความสำเร็จจะสามารถขยายไปยังพื้นที่ใดต่อไปได้หรือไม่ นายภราดรกล่าวว่าปัญหาหลักของกรุงเทพฯ คือเรื่องเวลาในการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ จึงจำเป็นต้องทดลองในพื้นที่ขนาดเล็กที่สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ก่อน หากสามารถควบคุมความปลอดภัยและแก้ไขข้อกังวลของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยของประชาชนได้ก็เชื่อว่าจะมีโอกาสขยายมาตรการไปยังพื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยพื้นที่ Sandbox จะเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อประเมินผลว่าการขยายเวลาเปิดให้บริการและการดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะเกิดผลอย่างไร

นายภราดรยังกล่าวถึงปัญหาโซนนิ่งว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข โดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกเมื่อปี 2545 กำหนดพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการในกรุงเทพฯ ไว้เพียง 3 แห่ง ได้แก่ RCA พัฒน์พงศ์และรัชดา ส่วนพื้นที่อื่นไม่สามารถเปิดสถานบริการได้

“แต่ความเป็นจริงโลกของความเป็นจริงเอาเรื่องจริงขึ้นมาคุยกันทั่วกรุงเทพฯ ครับ แล้วก็ไม่ใช่แค่ทั่วกรุงเทพฯ ด้วย ผมเชื่อว่าทั่วประเทศ เชื่อไหมครับในตัวโซนนิ่งมีพื้นที่ถึง 22 จังหวัดที่ไม่ขอให้มีพื้นที่ที่สามารถเปิดสถานบริการได้ คือไม่มีโซนนิ่ง 22 จังหวัดนั้นมีจังหวัดปทุมธานีด้วย และลองดูความเป็นจริง ณ วันนี้ปทุมธานีผมเชื่อว่าเป็นอันดับต้น ๆ ที่มีสถานที่คล้ายสถานบริการ อันนี้คือความไม่สอดคล้องระหว่างตัวกติกากับสถานะความเป็นจริงในปัจจุบัน” นายภราดรกล่าว

นายภราดรกล่าวต่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนกฎหมายทั้งหมดทั้งระบบ โดยขณะนี้กรมการปกครองซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายดังกล่าวได้ยกร่างแก้ไขไว้แล้ว ขณะที่ในสภามีผู้เสนอร่างกฎหมายเข้ามาอีก 2 ร่าง ทุกฝ่ายเห็นถึงความสำคัญและความล้าหลังของกฎหมายและจะเดินหน้าแก้ไขต่อไป

Related Posts

Send this to a friend