‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ รับหนังสือ ภาคประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ตัดงบภาษีบาป
หวั่นกระทบสวัสดิการ – อิสระกลไกสภา อัดรัฐบาลอ้างวินัยการคลังรื้องบ 4 กองทุน ซัดแฝงเกมการเมืองทำลายคู่ตรงข้าม เตรียมเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญฯพิจารณา
วันนี้ (28 ต.ค. 69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ร่วมต้อนรับ นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ เลขานุการขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และคณะ ขอเข้าพบเพื่อ ยื่นหนังสือและหารือกรณีร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกลไกสาธารณะและสิทธิสวัสดิการของประชาชน ด้วยขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน มีความห่วงกังวลต่อกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ
ได้แก่ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ และพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญร่วมกันคือ ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วไปใช้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องและความเป็นอิสระในการดำเนินงาน
ยละ 67.88
โดยปัจจุบันทราบว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดทำผลการรับฟังความคิดเห็นต่อนายกรัฐมนตรี แล้ว ขสช.เห็นว่า การพิจารณาร่างกฎหมายควรให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน ตลอดจนผลกระทบต่อหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ
ในการนี้ ขสช.และภาคีเครือข่าย มีความประสงค์ขอเข้าพบหัวหน้าพรรคประชาชน เพื่อแสดงจุดยืนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหารือถึงแนวทางการดำเนินการของพรรคต่อร่างกฎหมาย 4 ฉบับ โดยเฉพาะการคัดค้านการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบต่อหลักประกันของกลไกสาธารณะ และการผลักดันให้รัฐบาลเคารพผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า จากการหารือมีข้อคิดเห็นตรงกัน 3 ประการ อาทิ เรื่องการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ และความโปร่งใสรวมถึงความต่อเนื่องในการใช้งบประมาณก็เป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกันของการทำงานของ สสส. โดยเห็นว่าร่างแก้กฎหมายของพรรคภูมิใจไทยที่แก้ไขที่มางบประมาณ 4 กองทุน ไม่ควรอ้างวินัยการเงินการคลัง ซึ่งไม่ได้ห้ามในการทำ เชื่อว่าอาจมีเหตุผลบางอย่างที่รัฐบาลมีความจำเป็น
นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างเช่น กรณีไทยพีบีเอส เหตุผลจำเป็นคือการโครงหลักความเป็นอิสระสื่อสาธารณะ ในรายละเอียดแต่ละร่างเข้าใจถึงแหล่งที่มางบประมาณหากไทยพีบีเอสหากเหมาะสมที่สุดคือมาจาก กสทช. แต่รัฐบาลอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังที่กำลังทำอยู่ที่มาของแหล่งงบประมาณ ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาหลายเรื่อง
หนำซ้ำยังเป็นการทำลายหลักประกัน การดำรงอยู่ของแต่ละองค์กร
อย่างกรณีของ สสส. ปัญหาคือความต่อเนื่องของงบประมาณ สิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง การย้ายแหล่งที่มางบประมาณไปรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี กลายเป็นว่าความต่อเนื่องในการทำโครงการไม่ต่อเนื่อง อย่างที่เป็นอยู่ หากพูดถึงปัญหาการบริหารจัดการภายใน ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย เช่นนายกรัฐมนตรีสามารถมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานบอร์ด สสส. ออกระเบียบการปฏิบัติภายในให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นยิ่ง เชื่อว่าทุกคนพร้อมผลักดันอยู่แล้ว
นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่ากลไกที่เหมาะสมในสภาขณะนี้ และมีความเป็นไปได้คือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาเพื่อเห็นความรอบคอบของปัญหาในการบริหารจัดการแต่ละกองทุน หากได้ข้อสรุปเป็นที่ชัดเจน จะดำเนินการได้อย่างไรบ้างเช่นบางส่วนอาจจะแก้ไขกฎหมาย หรือบางส่วนไม่ต้องแก้ไข เชื่อว่าทุกฝ่ายจะไม่มีใครคัดค้าน จะหารือในพรรคประชาชนต่อไป ซึ่งอาจจะเสนอเป็นญัตติเพื่อก่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ณ ตอนนี้ที่เราเห็นเป็นความพยายามดำเนินการทางการเมืองของรัฐบาลมากกว่า ที่คุณเองพยายามอ้างหลายเรื่อง ว่าไม่ได้เสนอเป็นร่างของรัฐบาล ไม่ได้เสนอเป็นร่างของ ครม. เป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย มีความมุ่งหมายในการพยายามทำลายคู่ตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่ ยกตัวอย่างเรื่องสื่อ เครือข่ายภาคประชาสังคม ที่ทำงานร่วมกับ สสส.อยู่ เป็นสิ่งที่คิดว่ามีความน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง














