‘บุ๋ม ปนัดดา’ ประกาศขอหย่า ‘ก็อต อธิป’ เผย แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 67 ยัน ไม่รู้เรื่องบุกรุกที่ดิน 100 ไร่
‘บุ๋ม ปนัดดา’ ประกาศขอหย่า ‘ก็อต อธิป’ นัดพรุ่งนี้ 9 โมง หลังปัญหาชีวิตคู่สะสม เผย แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 67 เปิดปมเงินในตู้เซฟหาย 7 ล้านบาท ถูกขอเงินอีก 10 ล้านบาทจนรู้สึกเหมือนเป็นเอทีเอ็ม ยืนยันขอดูแลลูกเอง ยัน ไม่รู้เรื่องบุกรุกที่ดิน 100 ไร่ใน จ.นครนายก พร้อมโชว์เอกสารซื้อขาย 2.5 ล้านบาท
วันนี้ (27 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ พร้อมทนายความส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงปัญหาครอบครัวกับนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ‘ก็อต’ สามี หลังเกิดประเด็นเกี่ยวกับที่ดินกว่า 100 ไร่ใน ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวน โดยบุ๋มเปิดเผยถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่สะสมมาหลายปี ทั้งเรื่องเงิน ทรัพย์สินและการดูแลลูก พร้อมประกาศขอหย่าและนัดหมายให้สามีไปดำเนินการที่สำนักงานเขตบางพลัด วันที่ 28 ตุลาคม เวลา 09.00 น.
บุ๋มกล่าวถึงกรณีที่ดินว่า “เรื่องที่ดิน ถ้าจะบอกว่าสามีภรรยาไม่รู้เรื่องได้ยังไง ไม่รู้เรื่องจริง ๆ ค่ะ ไม่เคยได้ไปสถานที่นั้น ไปถามประชาชนแถวนั้นได้เลย แล้วเขาก็ไม่ให้ไปด้วย แต่คนอื่นได้ไปนะ เอาเป็นว่าจริง ๆ เรื่องส่วนตัวบางเรื่องหรือเรื่องส่วนตัวของบุ๋มในวันนี้ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอะไร แต่ในเมื่อมันเกี่ยวโยงบุ๋มจำเป็นต้องพูดค่ะ”
บุ๋มระบุว่าเพิ่งทราบว่ามีที่ดินดังกล่าวอยู่ โดยรู้เพียงว่าสามีทำสนามวิ่งเทรล เนื่องจากเคยเห็นเหรียญส่งมาที่บ้าน แต่ไม่เคยได้รับทราบรายละเอียดอื่น ๆ จนกระทั่งเกิดเป็นประเด็นขึ้น พร้อมกล่าวว่า “ที่ตรงนั้นเช่าหรือไม่ บุ๋มเพิ่งมาทราบว่ามีที่ดินตรงนั้นอยู่ แต่รู้แค่ว่าเขาบอกทำเทรลวิ่ง เพราะเคยเห็นเหรียญที่มาส่งหน้าบ้าน แต่ในส่วนอื่น ๆ เขาไม่เคยเล่าอะไรเลย จนกระทั่งเกิดเรื่องเป็นประเด็นเกิดขึ้น มันต้องเท้าความเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว เขาไปซื้อซึ่งบุ๋มเพิ่งเห็นเอกสารในตู้เซฟเขา เขาทำการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2567 ก็ไม่ทราบว่าเขาทำสัญญาอะไร ด้วยเงิน 2,500,000 บาท”
สำหรับปัญหาชีวิตคู่ บุ๋มเปิดเผยว่าความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาตั้งแต่ปี 2567 ในช่วงที่กำลังใกล้คลอดน้องอเล็ก โดยมีเหตุการณ์เกี่ยวกับลูกสาวของพี่เลี้ยง ซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 17-18 ปีเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มแยกกันอยู่
บุ๋มเล่าว่า “ช่วงใกล้คลอด ใครจำได้ใช่ไหมคะ มันมีช่วงที่น้องอเล็กมีพี่เลี้ยงคนหนึ่งแล้วคางแตก จำได้ใช่ไหมคะ พี่เลี้ยงคนนั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งอายุ 17-18 แล้วเขามาเล่าให้ฟังว่าสามีของบุ๋มพาน้องเขาไปเลี้ยงเบียร์ 1 ขวด แล้วก็เอาไปเลี้ยงดู นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราต่างคนต่างอยู่ตั้งแต่ปี 67 วันนั้นบุ๋มอาจจะไม่เข้มแข็งพอเพราะเรารู้ว่าใกล้คลอดบุ๋มอยากจะให้ภาพความเป็นครอบครัวเดินต่อไปได้ค่ะ”
บุ๋มกล่าวต่อว่าในช่วงนั้นน้องอเล็กยังเล็กมาก อายุประมาณ 2 ขวบกว่า ขณะที่เธอยังคงพยายามประคองภาพครอบครัวให้เดินหน้าต่อไป โดยคำนึงถึงลูกเป็นหลัก แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากสังคมเกี่ยวกับชีวิตรักของเธอ แต่ก็พยายามทำหน้าที่พ่อและแม่ให้ดีที่สุด
“อเล็กซึ่งตอนนั้นเด็กมาก อายุ 2 ขวบกว่า บุ๋มก็โดนสื่อหรือคนชอบคอมเมนต์ในโซเชียลว่าเขาเป็นผู้หญิงเก่งจังเลย แต่เขาไม่เคยสมหวังในความรัก ดวงไม่ดีเรื่องผัว บุ๋มจึงพยายามประคองตรงนั้นให้เดินต่อไปได้ด้วยคำว่าพ่อและแม่ ทุกคนคงเห็นว่าเราพยายามทำหน้าที่ตรงนั้นที่ดีมาโดยตลอด บุ๋มคิดว่าทำหน้าที่ในความเป็นแม่ได้เป็นอย่างดี ให้เขาอยู่ในส่วนของพ่อ ไปเที่ยวกัน มีความสุขกับลูกด้วยกันและลงพื้นที่ได้เต็มที่ ซึ่งคนก็สงสัยว่าลงพื้นที่ได้เต็มที่จังเลย ทำงานได้เต็มที่จังเลยเพราะเราต่างคนต่างอยู่ แยกห้องกันบุ๋มจะเข้าบ้านเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่”
เมื่อถูกถามว่าเงินที่สามีเคยขอยืมไปถูกนำไปซื้อที่ดินหรือไม่ บุ๋มตอบว่า “ไม่ทราบค่ะ ตอนนั้นมันเป็นช่วงกึ่ง ๆ เพราะเราไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรง แต่เรารู้พฤติกรรมเขาเพราะแม่เด็กมาบอกเรา เงินส่วนนั้นยังไม่ได้คืน วันนี้ทราบแล้วว่าเขาเอาเงินไปทำอะไรเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยถามและไม่เคยได้คืน”
ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว บุ๋ม ปนัดดาถึงกับร้องไห้ขณะเปิดเผยเรื่องเงินเก็บในตู้เซฟเกือบ 7 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับจากสบู่เบนเนทในโอกาสคลอดน้องอเล็กรวมถึงเงินขวัญถุงที่มอบให้ลูก ๆ โดยระบุว่าเพิ่งทราบภายหลังว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไป หลังสอบถามสามีจึงได้รับคำตอบว่าใช้หมดแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่านำเงินไปทำอะไร
บุ๋มกล่าวว่า “ปี 68-69 เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเงิน 7 ล้านบาทในตู้เซฟหายไป เป็นเงินที่สบู่เบนเนทให้ตอนคลอดน้องอเล็กและเคยลงโซเชียลด้วย เป็นเงินสดขวัญถุง แล้วเขาก็กลัวน้องอันดาเสียใจ ก็เลยให้น้องด้วย ซึ่งวันนี้น้องอันดาก็เพิ่งรู้ว่าเงินหายไป บุ๋มเองก็ช็อกเพราะเป็นเงินของลูก”
เธอเล่าถึงจุดที่ทราบเรื่องเงินหายว่า “เราคุยกันเรื่องบ้านใหม่เพราะบุ๋มอยากจะเอาน้องอันดามาอยู่ด้วย บุ๋มดูแลลูกเขามานานแล้ว อยากดูแลลูกตัวเองบ้าง บุ๋มก็ถามเขาว่าเงินในตู้เซฟยังมีอยู่ใช่ไหม เขาบอกเขาใช้หมดแล้ว แต่ไม่บอกว่าเอาไปใช้อะไร มันแทบล้มทั้งยืน”
บุ๋มกล่าวว่าหลังจากนั้นเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจของสามีที่จังหวัดภูเก็ต รวมถึงกรณีที่ดินที่สามีเคยยกให้เธอ ซึ่งเป็นที่ดินที่ซื้อไว้ก่อนรู้จักกัน ขณะเดียวกันยังมีเจ้าหนี้โทรศัพท์มาติดตามทวงเงินจากเธอ ทำให้เริ่มสงสัยว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นหลายครั้ง
กระทั่งวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สามีโทรศัพท์มาขอเงิน 10 ล้านบาท โดยไม่ได้บอกว่าจะนำไปใช้ทำอะไร แต่บุ๋มปฏิเสธที่จะให้เงินดังกล่าว เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านหลังใหม่และไม่สามารถรับภาระเพิ่มได้
“จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา อย่างที่บอกว่าบุ๋มหาบ้านใหม่ เรามีเงินกู้บ้านและค่าตกแต่ง 10 กว่าล้าน แล้วเขาโทรมาขอ 10 ล้านค่ะ ไม่บอกว่าเอาไปทำอะไร ซึ่งบุ๋มไม่ให้ค่ะเพราะมันเยอะและใครจะผ่อน ดังนั้นเลยไม่สามารถที่จะให้ได้”
บุ๋มเล่าว่าก่อนหน้านั้นยังต้องทำหน้าที่จัดรายการและสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้ารายการเคลียร์ชัด ๆ เพื่อสัมภาษณ์ทนายตั้ม ซึ่งเธอต้องพยายามควบคุมตัวเองเพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้
“คุยกับเขาตอนก่อนเข้ารายการเคลียร์ชัด ๆ สัมภาษณ์ทนายตั้ม บุ๋มบีบมือตัวเองแน่น ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกูวะ เราก็โอเค ทำหน้าที่ของตัวเอง ให้งานมันผ่านไปได้ แต่เพียงแต่เขาก็ไลน์มาอีกว่าทำไมยอดเงินยังไม่เข้า ด้วยความสัมพันธ์เรื่องหลัง ๆ ว่าทำไมมันมีแต่คุยเรื่องเงิน เราเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว มีแต่เรื่องเงิน เงิน เงิน เรารู้สึกเหมือนเป็นเอทีเอ็ม เหมือนคนที่ต้องดูแลและแบกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ บุ๋มเครียดมากนะคะ แต่เพื่อลูกเราต้องทน”
บุ๋มกล่าวต่อว่าในช่วงที่ความสัมพันธ์มีปัญหา ทั้งคู่แยกกันอยู่และต่างคนต่างดูแลลูกตามรูปแบบของตัวเอง โดยเธอเป็นผู้ดูแลลูกคนเล็กเป็นหลัก ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่สามีพาลูกทั้งสองคนออกจากบ้านไปโดยไม่แจ้งให้ทราบและไม่สามารถติดต่อได้
“บางวันนอนมองหลังเขาเพราะลูกให้เราอยู่กับเขา เขาอยู่ตรงนี้ เราอยู่ตรงนั้น เรามองแล้วก็รู้สึกทำไมต้องบีบเราขนาดนี้ มันมีอะไรหรือเปล่า แต่ทีนี้ด้วยเงินหรืออะไรก็ตามที่เขาต้องการ บุ๋มไม่สามารถให้ได้ วันต่อมาเขาเอาลูกออกจากบ้านไปค่ะทั้งสองคน ต้องบอกแบบนี้ว่าในภาพของการเลี้ยงดูลูก มันเป็นภาพที่เราอยากให้ลูกมีความทรงจำดี ๆ ของครอบครัว นั่นคือจุดอ่อนแอของบุ๋มเองที่ไม่ยอมรับความจริง เขาก็ไม่เคยเลี้ยงคนเล็กนะคะ เลี้ยงแต่อเล็ก บุ๋มต่างหากที่อยู่ดูแล เราแยกกันเลี้ยงเพราะเราคนละสไตล์กัน ผลปรากฏว่าเขาเอาไปทั้งคู่ ไม่เอาพี่เลี้ยงไปและติดต่อไม่ได้”
ในส่วนของปัญหาความสัมพันธ์ บุ๋มยังกล่าวถึงพฤติกรรมของสามีที่ทำให้รู้สึกเสียใจ รวมถึงกรณีที่เคยพบถุงยางอนามัยในกระเป๋าเดินทาง หลังสามีแจ้งว่าเดินทางไปเป็นวิทยากรที่จังหวัดภูเก็ต โดยบุ๋มเป็นผู้จองตั๋วเครื่องบินให้เอง
บุ๋มกล่าวว่า “ในห้วงตั้งแต่ปี 67-ปัจจุบัน เขารู้ไหมว่าเรารู้เรื่องที่เขามีคนอื่น เขามีพูดลอย ๆ บ้าง เช่น บุ๋มจ้างช่างแต่งหน้ามาแต่งที่บ้าน เขาก็เดินมาพูดว่าที่อยู่กับบุ๋มได้เพราะค่าตั๋วเครื่องบินถูกกว่าอีกคนนึง อีกคนอยู่เมกา อะไรแบบนี้ เราก็รู้สึกสะอึกนะกับสิ่งที่เขาพูดว่าเขาพูดเพื่ออะไร เขาอาจจะเป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าผู้หญิง มันก็คิดอยู่คำเดียวว่าเป็นพ่อของเด็ก”
เมื่อถูกถามเรื่องการจดทะเบียนสมรส บุ๋มยืนยันว่า “จดทะเบียนค่ะ” พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงปี 2567-2569 ว่า “เราเคยเจอถุงยางในกระเป๋าเขา เขาบอกเรามีไปเป็นวิทยากรที่ภูเก็ต แล้วเราเป็นคนจองตั๋วให้ด้วย แต่เขาคงไม่ได้แคร์เท่าไหร่ที่เราเจอ”
สำหรับการตัดสินใจขอหย่า บุ๋มยืนยันว่าที่ผ่านมายังไม่เคยเป็นฝ่ายขอหย่าสามีมาก่อน แต่ครั้งนี้ต้องการยุติความสัมพันธ์และให้ต่างฝ่ายต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง โดยขอให้สามีจัดการปัญหาเรื่องที่ดินและหนี้สินให้เรียบร้อย พร้อมยืนยันว่าจะเป็นผู้ดูแลลูกทั้งสองคนเอง
บุ๋มประกาศผ่านสื่อว่า “พี่ก็อตคะ หย่ากันเถอะนะ พี่ก็ไปตามทางของพี่ บุ๋มก็ไปตามทางของบุ๋ม ส่วนเรื่องลูกบุ๋มขอดูแลเอง” พร้อมระบุว่าต้องการให้ลูกเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับครอบครัว
ส่วนบ้านหลังใหม่ที่บุ๋มเป็นผู้กู้เงินซื้อ หากสามีต้องการเข้าไปอยู่ก็สามารถทำได้ แต่ต้องรับผิดชอบภาระผ่อนชำระด้วยตัวเอง โดยบุ๋มนัดหมายให้สามีไปพบกันที่สำนักงานเขตบางพลัดในเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพื่อดำเนินการเรื่องการหย่า
ทั้งนี้บุ๋มยังระบุถึงกรณีที่พบการนำชื่อ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ไปแอบอ้างในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จังหวัดภูเก็ต โดยยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงของมูลนิธิ พร้อมย้ำว่าปัญหาส่วนตัวไม่ควรส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรและเงินส่วนตัวในตู้เซฟไม่เกี่ยวข้องกับเงินของมูลนิธิ














