POLITICS

‘เอกภพ’ โต้ข่าวโอนเงินเข้าบัญชี ‘อนุทิน’ ตีเก๊เป็นเฟกนิวส์ เผย ดีอีเร่งแกะรอยเครือข่ายเพจปล่อยข่าว

‘เอกภพ’ โต้ข่าวโอนเงินเข้าบัญชี ‘อนุทิน’ ตีเก๊เป็นเฟกนิวส์ ชี้ 3 เหตุผล เผย ดีอีเร่งแกะรอยเครือข่ายเพจปล่อยข่าว-เตือนนักการเมืองแชร์ต่อเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา-จริยธรรม

วันนี้ (26 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ามีการโอนเงินให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 7 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าเป็นค่าน้ำชา โดยนายเอกภพระบุว่าได้เห็นข้อมูลที่มีผู้แชร์ต่อและส่งมาให้ตรวจสอบ กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวสามารถ “ตีเก๊” หรือจัดเป็นข่าวปลอม (Fake News) ได้ทันทีด้วยเหตุผล 3 ประการ

ประการแรก จะไม่มีนักการเมืองคนไหนรับเงินหลักล้านบาทโดยไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในฐานะนักการเมือง เพราะหากรับเงินหรือผลประโยชน์เกิน 3,000 บาท ก็อาจกลายเป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการรับเงินหรือผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องได้

ประการที่ 2 สลิปการโอนเงินที่นำมาเผยแพร่สามารถตัดต่อหรือจัดทำขึ้นได้ โดยบัญชีที่เรียกว่า “Wisdom” จะต้องมีเงินอยู่ในบัญชีพอสมควร และการโอนเงินแต่ละครั้งจะจำกัดวงเงินไม่เกินครั้งละ 5 ล้านบาท หากต้องการโอนเกินกว่านั้นจะต้องขอขยายวงเงินกับธนาคาร แต่โดยทั่วไปมักไม่ค่อยมีใครดำเนินการเนื่องจากจะมีหลักฐานปรากฏอยู่กับธนาคาร

ประการที่ 3 เป็นที่ทราบกันดีว่านายอนุทินไม่ใช่คนที่มีเงินน้อย และไม่มีความจำเป็นต้องรับเงินในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลทั้ง 3 ประการที่ทำให้สามารถตีเก๊ข้อมูลเรื่องนี้ได้ทันที

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือพฤติการณ์ของเพจที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้เคยมีการเผยแพร่ข่าวปลอมและข่าวที่ไม่เป็นความจริงในหลายกรณีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ติดตามเรื่องนี้อยู่

ทั้งนี้เพจดังกล่าวมีพฤติการณ์เผยแพร่ข่าวแล้วลบโพสต์หรือปิดเพจก่อนจะกลับมาเปิดเพจใหม่ โดยมีข้อสังเกตว่าเพจที่ถูกปิดหรือถูก Report ไปแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมาเปิดใหม่โดยใช้ชื่อเดิม เช่น กรณีเพจที่ใช้ชื่อ V1, V2 ไปจนถึง V10 อย่างไรก็ตามเพจดังกล่าวกลับมีลักษณะเผยแพร่ข่าวบางอย่างออกมาก่อนจะปิดเพจแล้วเปิดเพจใหม่อีกครั้ง ซึ่งประเด็นนี้ขอยืนยันว่าไม่รอด โดยขณะนี้กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังดำเนินการติดตามเครือข่ายข่าวเหล่านี้

นายเอกภพกล่าวต่อว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการนำข้อมูลดังกล่าวไปแชร์และส่งต่อโดยนักการเมือง ทั้งที่นักการเมืองควรเป็นกลุ่มบุคคลที่ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนเผยแพร่ โดยมีข้อสังเกตอยู่ 2 ประการ

ประการแรกคือพฤติการณ์ที่พบเห็นข่าวซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจแล้วนำมาแชร์ต่อทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

ประการที่สองคือการอยู่ในเครือข่ายและรับรู้ว่าเพจดังกล่าวจะมีการโพสต์ข้อมูล จึงเตรียมรอจังหวะเพื่อนำไปแชร์ต่อ ทำให้เครือข่ายสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อเป็นทอด ๆ เพื่อผลักดันยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ให้เพิ่มขึ้น

นายเอกภพระบุว่ากระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการหารือและขณะนี้กำลังดำเนินการติดตามเรื่องดังกล่าว โดยไม่ว่าเพจหรือตัวผู้โพสต์จะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ หรือใช้ VPN เพื่อแสดงตำแหน่งว่าอยู่ต่างประเทศ รวมถึงกรณีที่มีการโพสต์จากต่างประเทศก็จะดำเนินการติดตามในทุกช่องทาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้

ส่วนผู้ที่นำข้อมูลบิดเบือนไปแชร์ต่อก็จะต้องรับผิดชอบเช่นกัน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงกว่าบุคคลทั่วไป

นายเอกภพกล่าวว่า “การที่เอาข่าวที่บิดเบือน เอาข่าวที่โจมตีคนอื่น และไม่เป็นข้อมูลจริงนำไปเผยแพร่ต่อ คดีจะต้องถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีทางจริยธรรม ขอเรียกร้องว่ามาตรฐานทางการเมืองจะต้องไม่ตกต่ำ และมาตรฐานจะต้องถูกยกขึ้น และคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ”

“แม้วันนี้จะเป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคล แต่หากเพจเหล่านี้ไปใช้ข้อมูลที่เป็นความมั่นคงของประเทศหรือสถาบันหลักของชาติ และนักการเมืองไปสนับสนุนข้อมูลเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น” นายเอกภพกล่าว

Related Posts

Send this to a friend