นายกฯ ยัน น้ำมันในประเทศเพียงพอ แม้โลกขัดแย้งดันราคาผันผวน
หนุนใช้พลังงานทางเลือก หนุน ติดโซลาร์รูฟท็อป ขายไฟส่วนเกินคืนรัฐ ลดค่าไฟ-เพิ่มรายได้ พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเป็นธรรม เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมเร็วขึ้น
วันนี้ (24 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงการเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความจำเป็นในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความมั่นคงด้านพลังงานว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ทั้งก๊าซธรรมชาติ ลม และแสงอาทิตย์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศจะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งผันผวนตามสถานการณ์และเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศยังมีเพียงพอ
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอจนต้องบริหารจัดการสต็อกและพิจารณาเรื่องการส่งออกน้ำมัน เนื่องจากมีน้ำมันส่วนเกิน แม้ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันในปริมาณเดิม แต่ประชาชนให้ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานประเภทอื่นมากขึ้น ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานจากธรรมชาติ รวมถึงการลดการใช้น้ำมันในเครื่องยนต์สันดาป
สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ว่า รัฐบาลเปิดโอกาสให้นำไฟฟ้าส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้กลับเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐ และรับเงินจากการจำหน่ายไฟฟ้าส่วนดังกล่าว เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชนและเปิดโอกาสให้ครัวเรือนสร้างรายได้ในระยะยาว หากมีไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมและกิจการสาธารณะ โดยรัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าวมาตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจและความร่วมมือจากประชาชน
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันการจ่ายเงินเยียวยาสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตอาจใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีข้อมูลและคุณสมบัติครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินบางกรณีอาจล่าช้า เนื่องจากต้องตรวจสอบว่าผู้ขอรับความช่วยเหลือมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ต้องพิจารณาความช่วยเหลือเป็นรายครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ในต่างจังหวัดมีระบบตรวจสอบที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นประจำ เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบภัยอยู่บ่อยครั้ง โดยนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านมีข้อมูลเกี่ยวกับครัวเรือนและสามารถช่วยยืนยันผู้ประสบภัยได้ แต่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในลักษณะดังกล่าวได้ไม่บ่อย จึงต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลเจ้าของบ้าน ผู้เช่า ผู้มีบัตรและไม่มีบัตร ตลอดจนบุคคลต่างด้าวและผู้ที่มีสถานะแตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณไปถึงผู้ประสบภัยจริงและไม่เกิดการเอาเปรียบกัน














