ปราจีนบุรี .. จากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม สู่วิกฤตน้ำดำและสารปนเปื้อน
วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดปราจีนบุรี เป็นภาพสะท้อนของการก้าวเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว ทั้งกลิ่นฉุนของสารเคมีที่ลอยมาตามสายลม น้ำในแม่น้ำลำคลองที่เปลี่ยนเป็นสีรุ้งจากคราบน้ำมัน หรือสีดำสนิทจากสารปนเปื้อน รวมถึงการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของภาครัฐที่ยังหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย
ปัจจุบันในจังหวัดปราจีนบุรี มีโรงงานไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมอยู่ 12 แห่ง ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทยทั้งหมด ในจำนวนนี้ 3 แห่ง ตั้งอยู่ติดกันที่ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 29.7 เมกะวัตต์
สาเหตุที่ทำให้ปราจีนบุรีมีโรงขยะอุตสาหกรรมจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท อาทิ โรงไฟฟ้าขยะ โรงงานรับกำจัดของเสียอันตราย โรงงานคัดแยกขยะหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย และโรงงานรีไซเคิล เปิดกิจการได้ในทุกพื้นที่ แม้พื้นที่นั้น จะถูกกำหนดไว้ตามผังเมืองรวมให้เป็นพื้นที่สีเขียว เขตเกษตรกรรม หรือเขตชุมชนก็ตาม ปราจีนบุรี จึงกลายเป็นพื้นที่รับขยะหรือแหล่งจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรรมไปโดยปริยาย ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎร จะลงมติยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เมื่อปี 2568 อันเนื่องมาจากหมดความจำเป็นและไม่เหมาะสม
นายฤทธิเดช บุญญาบูรณกิจ เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง ตั้งข้อสังเกตว่าโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 3 แห่ง อาจมีการเลี่ยงไม่จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะมีกำลังการผลิตอยู่ที่แห่งละ 9.9 เมกะวัตต์ แต่ให้จัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติสำหรับโรงไฟฟ้า (Code of Practice: CoP) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) แทน ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากชาวบ้าน และในกระบวนการรับฟังความเห็น ก็มีชายชุดดำที่เข้ามากีดกันชาวบ้านด้วย
รายงานเหล่านี้ ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง จึงต้องรวบรวมเงินเพื่อขอรายงานดังกล่าว เมื่อเปิดอ่านและดูข้อมูลแล้วพบข้อเท็จจริงบางอย่างเปลี่ยนไป เช่น ทิศทางลมที่พัดไปตามชุมชน และสถานที่ราชการสำคัญในอำเภอกบินทร์บุรี เป็นระยะเวลา 5 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-กันยายน ทั้งยังมีประเด็นปล่องระบายอากาศ ความสูง 60 เมตร ซึ่งชาวบ้าน กังวลว่าขี้เถ้าหนักจะตกไปในรัศมี 4-6 กิโลเมตร ซึ่งเป็นรัศมีที่เกินกว่าระบุไว้ในรายงาน CoP
นายฤทธิเดช ตั้งข้อสังเกตว่า การก่อตั้งโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 3 แห่งติดต่อเช่นนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมาย กำหนดไว้ว่า หากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กังวลใจ สามารถจัดทำรายงาน EIA และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ได้ แต่โรงงานทั้ง 3 แห่ง กลับเลือกใช้รายงาน CoP ที่เป็นเพียงการทำตามข้อกำหนดโดยไม่ต้องศึกษาอย่างละเอียด
จากการศึกษาของเครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง พบว่า ขยะอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี มีประมาณ 200 ตันต่อวัน แต่โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 1 แห่ง สามารถกำจัดขยะได้วันละ 250 ตัน หรือโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 3 แห่ง จะกำจัดขยะได้รวม 750 ตันต่อวัน ดังนั้นขยะอุตสาหกรรมที่เกินมา ต้องขนมาจากที่อื่นใช่หรือไม่
ทีมข่าว The Reporters ลงพื้นที่สำรวจสวนมันสำปะหลัง ที่ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ของนายสมพร ประกอบยา อายุ 72 ปี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามโรงงานไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 3 แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร และขณะนี้ไร่มันสำปะหลังทั้ง 24 ไร่ กำลังประสบอยู่กับภาวะโรคใบด่าง ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละไม่ถึง 3 บาท

นายสมพร เปิดเผยว่า รู้อีกทีโรงงานขยะอุตสาหกรรม ก็เริ่มการก่อสร้างแล้ว ไม่เคยมีใครมาคุย เรา ก็ไม่กล้าไปคุยกับเขาเพราะความรู้น้อยจบชั้น ป.4 แต่ก่อน ไม่ได้มีโรงงานเยอะขนาดนี้ ความร้อน เพิ่มมากขึ้นด้วย เชื่อว่าส่วนหนึ่งสาเหตุ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ต่อไป จะกระทบกระเทือนมากขนาดไหน
ไม่ไกลจากไร่ของนายสมพร เป็นพื้นที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ จะเป็นพวกสายไฟบดละเอียด คาดว่า มาจากโรงงานในพื้นที่ปราจีนบุรี แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ นายเฉลิมชัย กล้าหาญ เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง ให้ข้อมูลว่าเมื่อ 15 วันก่อน พื้นที่นี้ ยังเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพด กากอุตสาหกรรมเหล่านี้ ถูกลักลอบใส่ถุงบิ๊กแบ็ก ขนใส่ท้ายรถพ่วงมาทิ้งที่บริเวณนี้ในเวลากลางคืน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบแล้ว โดยแจ้งกับชาวบ้านว่า ขยะเหล่านี้เป็นขยะอันตราย
ปัญหาสารพิษและสารปนเปื้อนในปราจีนบุรี ยิ่งฉายภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด กับปรากฏการณ์คราบน้ำสีดำและน้ำสีรุ้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเป็นวงกว้าง
เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง สันนิษฐานว่าคราบน้ำสีดำ มาจากบ่อน้ำทิ้งของเขตอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในอำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านและเกษตรกรในรัศมี 3 กิโลเมตร ส่วนน้ำสีรุ้งที่เป็นสาเหตุให้ปลาตาย คาดว่ามาจากสวนอุตสาหกรรม 304 ซึ่งในกรณีนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งให้โรงงานหยุดดำเนินกิจการแล้ว
“4 ปีจะมีครั้งหนึ่ง เพราะโรงงานอุตสาหกรรมเขาจะล้างบ่อน้ำเสีย ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปตักเตือน แม้แต่วันนี้ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ” นายฤทธิเดช เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าว

ทีมข่าว ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี นายสืบศักดิ์ บุรุษภาพ เกษตรกรผู้เลี้ยงควายมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ปัจจุบันดูแลควายทั้งหมด 15 ตัว ส่วนใหญ่ จะเป็นควายที่ใช้ในการประกวด แต่จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด ทำให้แปลงหญ้าที่มีกว่า 80 ไร่ ถูกน้ำท่วมทั้งหมด หลังน้ำลด ก็พบกับน้ำเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น เป็นคราบดำ และพบปลาตาย จึงไม่กล้าพาควายไปเลี้ยงในบริเวณนั้น โชคดีที่มีแปลงหญ้าที่เคยหว่านไว้ จึงต้อนควายไปกินหญ้าในบริเวณดังกล่าวแทน เพื่อประทังชีวิตไปก่อน
เมื่อ 2-3 ปีก่อน เคยได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนที่บ้านหนองแฟบ อำเภอกบินทร์บุรี มีการลักลอบทิ้งจากอุตสาหกรรม เมื่อฝนตก น้ำได้ชะสารพิษดังกล่าวลงมาที่แปลงหญ้า ทำให้แม่พันธุ์ควายแท้งลูกหลายครั้ง
เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ตี๋ นายสมบูรณ์ พัชรไพบูลย์ เกษตรกรเลี้ยงปลาทับทิมริมน้ำบางปะกง ในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ปลาตายยกกระชัง โดยสังเกตเห็นว่าน้ำท่วมครั้งนี้มีลักษณะเป็นน้ำสีดำปนเปื้อนมาด้วย สันนิษฐานว่าสาเหตุหนึ่ง มาจากบ่อพักน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำท่วม ทำให้น้ำเสีย ไหลมาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

นายวิศวัสต์ สังขวิลัย ในฐานะประธานกลุ่มผู้เลี้ยงปลา อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า จังหวัดปราจีนบุรี อนุญาตให้เลี้ยงปลาในกระชัง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอเมือง และอำเภอบ้านสร้าง มีเกษตรกรทั้งหมด 79 ราย หรือ 1,400 กระชัง ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งจังหวัดไว้ประมาณ 140-150 ล้านบาท
มวลน้ำครั้งนี้ มาเร็วและแรง หลังระดับน้ำลดลง เกษตรกร ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ค่า DO หรือปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงเฉียบพลันเหลือประมาณ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ทำให้สัตว์น้ำ ตายเกือบ 100% ทั้งที่ในช่วงฤดูน้ำหลากถือเป็นช่วงที่จะเลี้ยงปลาที่ดีที่สุด
นายวิศวัสต์ สะท้อนว่าครั้งนี้ เหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำ เพราะในปี 2568 เกษตรกร ต้องประสบกับภาวะปลาล้นตลาด ทำให้ขายได้ราคาต่ำ ต้นปี 2569 ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และมาตอนนี้น้ำก็มีสารปนเปื้อน เรา อยากให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบหาต้นตอของสารปนเปื้อนอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนจากกรณีที่ปลาตายยกกระชัง แม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำตัวอย่างน้ำตรวจสอบแล้ว แต่ผลก็ยังไม่ออก
“โรงงานอุตสาหกรรม ต้องไม่ปล่อยน้ำเสียและควบคุมมลพิษทางน้ำ หากเป็นเช่นนั้นพวกเรา พร้อมที่จะกลับมาประกอบอาชีพ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต อยากใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน แต่ตอนนี้กลายเป็นหมดความหวัง” นายวิศวัสต์ กล่าว

แม้ที่ผ่านมา เกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี จะพยายามปรับตัวให้สอดรับกับการขยายตัวของเมืองอุตสาหกรรมมาโดยตลอด เช่น การปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนา แต่เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งจังหวัด เป็นวิกฤตที่เกินกว่าจะรับมือ
ปัญหานี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงผลกระทบจากภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ ที่เปิดช่องให้โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งฉวยจังหวะ ปล่อยของเสียและสารพิษอย่างไร้ความรับผิดชอบ ทั้งที่กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า โรงงาน ไม่มีสิทธิ์ปล่อยน้ำเสียหรือกากพิษสู่สิ่งแวดล้อม
เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่คือการจี้ให้หน่วยงานรัฐเร่งอุดรอยรั่วทางกฎหมาย ตรวจสอบต้นตอของสารพิษอย่างโปร่งใส และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องสุขภาพชีวิตของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้ต้องมาแบกรับเคราะห์ที่เขาไม่ได้ก่อ หรือเคราะห์ที่เกิดขึ้นจากความมักง่ายของคนบางกลุ่ม














