POLITICS

‘กรมชลประทาน’ ประเมินฝนเพิ่ม 21-23 ต.ค. ไม่หนักเท่าช่วงน้ำท่วมปลาย ก.ย.

ย้ำสถานีสูบน้ำพร้อมรับมือ เฝ้าระวังพื้นที่ สุพรรณบุรี อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และ กทม. เผยเตรียมลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจาก 1,800 เหลือ 1,700 ลบ.ม./วินาที รอประเมินสมดุลน้ำเย็นนี้ ก่อนพิจารณาอีกครั้งพรุ่งนี้

วันนี้ (19 ต.ค. 69) เวลา 12.40 น. นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 1/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายสุริยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้กรมชลประทานตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธานคณะทำงาน

นายธเนศร์กล่าวว่า จากการสรุปภาพรวมสถานการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) พบว่า ในช่วงวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้ ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มฝนลดลง ขณะที่ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันตก และภาคใต้ มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 21-23 ตุลาคม จึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อปริมาณฝนในภาคเหนือและภาคกลางมีแนวโน้มลดลง กรมชลประทานจึงพิจารณาลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบคลองชัยนาท-ป่าสัก คลองชัยนาท-อยุธยาฝั่งตะวันออก ลดน้ำที่ผ่านประตูพลเทพลงสู่แม่น้ำท่าจีน และลดน้ำที่จะผ่านไปยังแม่น้ำน้อย ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีได้ด้วย

นายธเนศร์กล่าวว่า หลังจากลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบแล้ว กรมชลประทานอาจพิจารณาลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็นลำดับถัดไป โดยจะพิจารณาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้นอาจลดการระบายน้ำจาก 1,800 เหลือ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ต้องประเมินสมดุลน้ำในช่วงเย็นวันนี้ก่อน โดยพิจารณาจากปริมาณฝนที่ตกลงมาและผลจากการลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบ

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำมากกว่า 90% จึงมีการหารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อปรับแผนการระบายน้ำ โดยเขื่อนศรีนครินทร์จะระบายน้ำไปยังเขื่อนท่าทุ่งนาในปริมาณประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณจะระบายน้ำวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เขื่อนสามารถรองรับน้ำได้ตามปกติ

สำหรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลอง คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใกล้เคียงกับปัจจุบัน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเกินกว่าระดับที่ได้รับผลจากการระบายน้ำในขณะนี้ ถือเป็นการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของลุ่มน้ำแม่กลอง

ขณะที่ลุ่มน้ำบางปะกง ระดับน้ำในแม่น้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำที่ค้างอยู่ตามทุ่งสามารถไหลลงสู่ลำน้ำธรรมชาติได้ดีขึ้น โดยรองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษาได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 9, 10 และ 12 จัดทำแผนใช้เครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำ หลังระดับน้ำในลำน้ำลดลง เพื่อให้พื้นที่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วและรองรับการทำนาปรัง ซึ่งมีกำหนดเริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไป แม้เขื่อนแก่งกระจานจะมีปริมาณน้ำใกล้ 100% แต่กรมชลประทานยืนยันว่ามีความพร้อมบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรี รวมถึงผันน้ำเข้าสู่ระบบต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีส่งผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมด้านการระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ติดตามการซ่อมแซมและขุดลอกคลองต่าง ๆ รวมถึงคลอง ร.1 เพื่อให้ระบบคลองอู่ตะเภาและการป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่มีความพร้อมก่อนฝนตก

นายธเนศร์กล่าวถึงพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษว่า ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีฝนตกในช่วงนี้ จึงต้องเตรียมพร้อมใช้เครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำจากภาคเหนือมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และกรมชลประทานยังมีแผนปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ส่วนความกังวลว่าฝนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กรุงเทพฯ เผชิญสถานการณ์เหมือนช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาหรือไม่นั้น นายธเนศร์กล่าวว่า ปริมาณฝนที่คาดการณ์ไว้ไม่เท่ากับช่วงที่เกิดอุทกภัยปลายเดือนกันยายน โดยเป็นลักษณะฝนตกตามปกติ ไม่ใช่ฝนที่ตกต่อเนื่อง 2-3 วัน พร้อมยืนยันว่าที่ประชุมได้ติดตามความพร้อมของสถานีสูบน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าสถานีสูบน้ำมีความพร้อม หากเครื่องสูบน้ำชำรุดระหว่างใช้งานก็มีแผนสับเปลี่ยนเครื่องเพื่อให้การระบายน้ำดำเนินต่อไปได้

สำหรับภาคใต้ นายธเนศร์กล่าวว่า เดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ต้องติดตามสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ลงไปถึงนครศรีธรรมราช อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายธเนศร์ฝากถึงประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะให้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักในแต่ละจังหวัด ส่วนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนและภาพรวมของแต่ละลุ่มน้ำ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ชลประทานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 เพื่อขอข้อมูลได้โดยตรง

Related Posts

Send this to a friend