POLITICS

ปชน. ติงรัฐบาลจัด IMF อย่าสร้างความไว้ใจให้ชาวโลก แต่ไม่ฟังเสียงภาคประชาสังคม

พรรคประชาชน ติงรัฐบาลจัด IMF อย่าสร้างความไว้ใจให้ชาวโลก แต่ไม่ฟังเสียงภาคประชาสังคม จี้รัฐบาลรับมือยุคเทคโนโลยีดิสรัปชัน เร่งสร้างงาน ไม่ใช่มัวแต่ปั้น GDP

วันนี้ (19 ต.ค. 69) นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุม IMF-World Bank ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวแสดงความยินดีกับรัฐบาล และหน่วยราชการที่สามารถจัดประชุมได้อย่างเรียบร้อย แต่มี 2 เรื่อง ที่จะฝากไปยังรัฐบาล คือ

1.น่าเสียดายปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนภายในประเทศ ทั้งที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นสะพานเชื่อมโลกให้ประเทศต่าง ๆ ไว้ใจ มาลงทุนและจะเดินทางมาประเทศไทย แต่จะเห็นว่ามีกลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่เห็นด้วยการดำเนินนโยบายของ IMF-World Bank ที่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมายาวนาน ซึ่ง IMF ส่งคนไปรับฟังผู้ประท้วงว่ามีข้อเรียกร้องหรือปัญหาอย่างไร เป็นรัฐบาลไทยที่ไม่ส่งคนไปรับฟังเลย

เวทีการประชุมที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีเวทีจัดสำหรับภาคประชาสังคมนานาชาติ ที่จะพูดคุยหรือแสดงความคิดเห็น ได้สะท้อนมุมมองจากภาคประชาสังคมต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ไม่มีเวทีสำหรับประเทศไทย เป็นที่น่าเสียดาย อยากจะวางตัวให้ชาวโลกไว้ใจ น่าจะเริ่มต้นจากการเป็นสะพานเชื่อมโยงมุมมองต่าง ๆ ในประเทศของเราเองก่อน

2.วาระประชุม หากถามว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด ที่ให้ความสำคัญคือการจ้างงาน โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีถูกดิสรัปชัน ที่มีการประเมินอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดงาน 1,200 ล้านคนทั่ว แต่จะมีคนได้งานเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าแรงงานในตลาดโลกในอนาคตจะมีคนได้งาน 1 ใน 3 ที่เหลือเสี่ยงตกงาน โดยรัฐบาลไทยขึ้นเวทีประกาศ แต่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าจะเตรียมพร้อมรองรับหรือสนับสนุนการจ้างงานคนรุ่นใหม่อย่างไรที่มีความเสี่ยงต่องาน แต่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนและตัวเลข GDP แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะนำไปสู่การจ้างงานของไทย แต่ละรัฐบาลกำลังเปลี่ยนวิธีคำนวณ GDP ที่จะสูงขึ้นอย่างมหัศจรรย์แต่ไม่ได้แก้ปัญหา ที่ประชาชนกำลังตกงานเพิ่มขึ้น

นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าวงสนทนาภาคประชาสังคม ตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงไม่มีการกำหนดเรื่องคอร์รัปชันในบทพิเศษ แม้จะมีคำยืนยันจาก IMF ว่ายังคงให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล ที่จะต้องทำให้รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ ซึ่งความโปร่งใส แค่เพียงการเปิดเผยข้อมูลยังไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหรือการละเลยการตัดสินใจ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน จึงเรียกร้องเรื่องหลักความรับผิดชอบต่อการกระทำต่อการตัดสินใจหรือการละเลยเป็นเรื่องที่สำคัญต่อปัญหาคอร์รัปชัน

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรหลงประเด็นไปกับคำชื่นชมเรื่องความสามารถในการจัดประชุม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและจัดงานระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การประชุม IMF-World Bank ในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ไปจนถึงการประชุม APEC เมื่อปี 2546

ประเทศไทยควรพอใจเพียงแค่การที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในประเทศไทย ก่อนจะไปลงทุนหรือทำธุรกิจในเวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซียหรือไม่ ขณะที่ประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือคำเตือนเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการดำเนินนโยบายประชานิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานักลงทุนและนานาชาติได้มากขึ้นเพียงใด

ส่วนโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจที่สูญเสียไป จากการที่สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม ครม.เงาเคยเสนอให้รัฐบาลไทยวางแผนล่วงหน้าและส่งหนังสือเชิญรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกำหนดนโยบายซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ

การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการประสานงานเชิงรุกในกรุงวอชิงตัน ซึ่งกรณีนี้ตนมีคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพราะหากรัฐบาลมีการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวจริง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการผลักดันเป้าหมายสำคัญทางการทูตได้ ก็ควรพิจารณาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการว่าจ้าง

ทั้งนี้ตนเองขอชื่นชมบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการให้สัมภาษณ์กับริชาร์ด เควสต์ (Richard Quest) ผู้สื่อข่าว CNN โดยรัฐบาลควรสื่อสารผ่านสื่อระดับนานาชาติให้มากขึ้น ขณะเดียวกันตนเองก็เห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องทำงานภายใต้รัฐบาลซึ่งยังไม่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและแผนการที่ชัดเจนในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

สำหรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD จากข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี แต่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าเป็นสมาชิกก่อนจึงจะเริ่มยกระดับธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะมีเรื่องท้าทายที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจและลงมือดำเนินการได้ทุกวัน

“สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การได้รับคำชื่นชมว่าประเทศไทยจัดการประชุมระดับโลกได้ดีเพียงใด แต่คือความสามารถของรัฐบาลในการใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแผนและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนเพียงพอจากรัฐบาล” นายพิศาล ทิ้งท้าย

Related Posts

Send this to a friend