‘เอกนิติ’ ชงตั้ง ‘Common KPIs’ อาเซียน ดันการค้า–ลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัลโตทะลุเป้า
‘เอกนิติ’ ชงตั้ง ‘Common KPIs’ อาเซียน ดันการค้า–ลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัลโตทะลุเป้า รับลูก IMF ชี้ภูมิภาคต้องค้าขายกันเอง ชูเชื่อม National ID ไทย–อินโดฯ ลุย Multi-year Programs รับไม้ต่อประธานปี 71
วันนี้ (17 ต.ค. 69) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงการเสวนา ‘Bangkok Dialogue Notes’ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคว่า ปัจจุบันสัดส่วนการค้าภายในกลุ่มประเทศอาเซียน (Intra-ASEAN Trade) ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คิดเป็นเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนการค้าภายในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ที่สูงถึงเกือบร้อยละ 60 ซึ่งประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อเสนอแนะสำคัญที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่า ชาติในภูมิภาคอาเซียนควรส่งเสริมการค้าขายระหว่างกันให้มากขึ้น
นายเอกนิติระบุว่า ในฐานะที่ประเทศไทยมีกำหนดจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 และตนจะทำหน้าที่ประธานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน จึงได้นำเสนอวาระสำคัญเพื่อผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้เปิดการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2570 เพื่อเร่งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน (Common KPIs) ที่ชัดเจนสำหรับภูมิภาคอาเซียน
“หากเราไม่มี KPI ร่วมกันที่ชัดเจน การประชุมต่าง ๆ ก็จะเป็นเพียงแค่การพูดคุยโดยไม่มีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ เป้าหมายหลักของการกำหนด KPI ในครั้งนี้ คือการมุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน การส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดน และการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง” นายเอกนิติระบุ
สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) นายเอกนิติมองว่า ภูมิภาคอาเซียนมีจุดแข็งสำคัญจากฐานประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน จึงควรหันมาส่งเสริมบุคลากรและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญภายในภูมิภาคให้พัฒนาระบบและแอปพลิเคชันขึ้นมาใช้งานเอง แทนที่จะพึ่งพาแอปพลิเคชันจากชาติตะวันตกเพียงอย่างเดียว โดยเสนอให้มีการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure) เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนดิจิทัล (National ID) ของไทยเข้ากับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรสูงถึงกว่า 200 ล้านคน เพื่อต่อยอดกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติจริง
ในส่วนของการส่งเสริมการลงทุน นายเอกนิติเน้นย้ำว่า อาเซียนควรเร่งผลักดันการลงทุนระหว่างกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการค้า โดยเฉพาะในมิติ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ (Food Security) เนื่องจากภาคธุรกิจของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร ขณะที่หลายประเทศสมาชิกยังมีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน
นอกจากนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะใช้บทบาทการเป็นประธานอาเซียนในช่วง 1–2 ปีข้างหน้านี้ เพื่อแสดงภาวะผู้นำในการผลักดันแผนการดำเนินงานระยะยาว (Multi-year Programs) มุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าภายในภูมิภาค เพราะหากปล่อยให้แต่ละประเทศขับเคลื่อนเฉพาะวาระของตนเองแบบปีต่อปีตามวาระการหมุนเวียนตำแหน่งประธาน การดำเนินงานก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
“อาเซียนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายและ KPI ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อผลักดันความร่วมมือทั้งหมดนี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม” นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้าย














