‘วิสุทธิ์’ สส.ปชน. ยินดีไทยจัดประชุมธนาคารโลก–IMF ราบรื่น
‘วิสุทธิ์’ สส.ปชน. ยินดีไทยจัดประชุมธนาคารโลก–IMF ราบรื่น แนะไทยเพิ่มบทบาทจัดเวทีถกด้านสังคม–สิ่งแวดล้อม
วันนี้ (17 ต.ค.69) นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ยินดีที่การประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เป็นไปอย่างราบรื่น และทำให้ไทยได้รับการจับตาจากนานาชาติ พร้อมชื่นชมผู้เกี่ยวข้องทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รวมถึงข้าราชการที่เตรียมงานหลายปี ตั้งแต่การเสนอจัดงานจนงานสำเร็จลุล่วง
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เวทีธนาคารโลก–IMF เปิดโอกาสให้ประเทศรายได้ปานกลางมีบทบาทมากขึ้น อาทิ เปรูในปี 2558 อินโดนีเซียในปี 2561 และโมร็อกโกในปี 2566 จนมาถึงไทยในปี 2569 นับเป็นการยอมรับความสามารถในการจัดงาน ต่อเนื่องจากความสำเร็จก่อนหน้า อาทิ การประชุมธนาคารโลก–IMF ปี 2534 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD ปี 2543 และการประชุม APEC ปี 2565
นายวิสุทธิ์ วิเคราะห์ว่า หากติดตามการประชุมเวทีนี้ในทุก ๆ ปี และเวทีระดับผู้นำที่ไทยเคยจัด จะเห็นว่าล้วนเน้นหนักไปทางด้านเศรษฐกิจ ให้น้ำหนักกับเรื่องจีดีพี หนี้สาธารณะ การค้า การลงทุน และระบบการเงิน แต่ไทยยังไม่เคยจัดเวทีระดับผู้นำด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนกว่า แต่เปิดกว้างกว่า เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตจริง ๆ
“การชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาชนสะท้อนถึงปัญหาด้านอื่น ทั้งความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และชุมชน ที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักของงาน จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะพิจารณาว่า จะเพิ่มน้ำหนักให้กับเวทีด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร”
นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เวทีขององค์กรระหว่างประเทศมีสองกลุ่มหลัก ด้านหนึ่งเน้นเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน เช่น ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก และ IMF อีกด้านเน้นสิทธิมนุษยชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านเวทีของสหประชาชาติ ซึ่งกลุ่มหลังก็มีเวทีระดับสูงและเป้าหมายที่ต่างออกไป อาทิ การประชุมรัฐภาคีด้านภูมิอากาศและด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ COP ที่มีการหารือเรื่องสิทธิเด็ก ผู้หญิง คนพิการ ชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ด้วย หรือเวทีเมืองโลก World Urban Forum ที่เน้นเรื่องที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งสองเวทีนี้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและกลุ่มคนที่หลากหลายมากกว่า บางครั้งสองกลุ่มนี้หาจุดร่วมเพื่อทำงานร่วมกันได้ แต่บางครั้งก็ไม่ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องนำมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของทั้งสองค่ายมาพิจารณาร่วมกันให้ได้
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา การประชุม COP เปิดกว้างให้กับประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง อาทิ เคนยาในปี 2549 อินโดนีเซียในปี 2550 แอฟริกาใต้ในปี 2554 เปรูในปี 2557 โมร็อกโกในปี 2559 อียิปต์ในปี 2565 และบราซิลในปี 2568 ขณะที่เอธิโอเปียจะเป็นเจ้าภาพในปี 2570 ส่วนเวที WUF มีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในปี 2561 และอียิปต์ในปี 2567 สะท้อนถึงความเปิดกว้างในการร่วมกำหนดวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
“ไทยสามารถจัดประชุมระดับนานาชาติได้อย่างดี ลำดับถัดไปคือ ทำอย่างไรให้ไทยสามารถร่วมกำหนดวาระการพัฒนาของโลก ด้วยการเป็นเจ้าภาพและมีบทบาทกำหนดวาระหลักในเวทีของสหประชาชาติอย่าง COP และ WUF นั่นเป็นโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทด้านการจัดการมลพิษและชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้คน” นายวิสุทธิ์ กล่าว














