กรมชลประทาน ลุยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังคลองรังสิต ‘ลดน้ำขัง ไล่น้ำเสีย’ สั่งระดมเครื่องสูบน้ำ 164 เครื่อง พร้อมใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย
วันนี้ (16 ต.ค. 69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตามข้อสั่งการของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
การระบายน้ำบริเวณปากคลองรังสิตใช้ทั้งการเปิดประตูระบายน้ำให้น้ำไหลออกตามธรรมชาติและการเดินเครื่องสูบน้ำ โดยปรับการทำงานให้สอดคล้องกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาต่ำกว่าในคลอง เจ้าหน้าที่ จะเปิดประตูระบายน้ำและปรับการเดินเครื่องสูบน้ำตามความเหมาะสม ส่วนช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าระดับน้ำในคลอง จะปิดประตูเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อน และเดินเครื่องสูบน้ำทั้ง 16 เครื่องอย่างเต็มกำลังเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน กรมชลประทาน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่และเครื่องผลักดันน้ำรวม 164 เครื่อง เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ทุ่งฝั่งตะวันออก แบ่งเป็นเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 99 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 65 เครื่อง รวมถึงติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกง 40 เครื่อง และในคลองสายหลักอีก 25 เครื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำทั้งระบบ พร้อมปรับการทำงานให้สอดคล้องกับระดับน้ำและความสามารถในการระบายของแต่ละพื้นที่
สำหรับปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ กรมชลประทาน บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน นำสารบำบัดน้ำเสียที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จำนวน 5,000 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสีย ลดปัญหาน้ำดำและกลิ่นเหม็น ควบคู่กับการเร่งระบายน้ำท่วมขัง
จากนั้น นายวิทยา และคณะ ลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำที่ 2 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย โดยกรมชลประทาน เพิ่มการรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนเข้ามาเจือจางน้ำเสีย พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟล ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนและเร่งระบายน้ำเสียออกจากคลอง ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำและลดปัญหากลิ่นเหม็น
กรมชลประทาน ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนเครื่องจักรและช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

















