‘เอกนิติ’ เปรียบไทยเป็น ‘เรือลำเล็ก’ เผชิญมรสุมเศรษฐกิจ 4 ด้าน
‘เอกนิติ’ เปรียบไทยเป็น ‘เรือลำเล็ก’ เผชิญมรสุมเศรษฐกิจ 4 ด้าน เร่งปฏิรูปโครงสร้าง–เชื่อมโยงอาเซียน ดึงลงทุน AI ยกระดับแรงงาน ย้ำไม่หยุดแค่อาเซียน เดินหน้าเจรจา EU เปิดตลาดใหม่
วันนี้ (15 ต.ค. 69) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนาในระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “การสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและมีพลวัตสำหรับอนาคต” โดยระบุว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1.ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
2.ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) ซึ่งส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทาน แม้ไทยจะมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางลบ
3.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยยังคงสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณร้อยละ 2.3 ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรป โดยมีวินัยทางการคลังเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยค้ำจุนเสถียรภาพดังกล่าวไว้
4.การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งแม้ไทยจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI แต่กลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ อาจเผชิญกับภาวะความเปราะบางและมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลง
นายเอกนิติระบุว่า ในฐานะที่ไทยเป็นเรือลำเล็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเรือของเราแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานแรงลมพายุได้ ซึ่งหมายถึงการรักษาวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางมหภาคเป็นเพียงรากฐานความจำเป็นขั้นต้น แต่ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
“ประเทศจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ทั้งในฝั่งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและต้องแบกรับแรงกระแทกที่รุนแรงขึ้น ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์และให้การสนับสนุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) สร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกคนมีกันชนรองรับแรงกระแทก และเร่งยกระดับการพัฒนาเพื่อรับมือกับพายุลูกใหญ่กว่าเดิมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวถึงแนวทางการรับมือความเปลี่ยนแปลงว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดกว้างและร่วมมือกับชาติพันธมิตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการบูรณาการทางการค้าและการลงทุนร่วมกันอยู่แล้ว แต่ยังต้องเร่งขับเคลื่อนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างกันภายในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการค้าภายในกลุ่มสูงถึงร้อยละ 60 เราจึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการค้าระหว่างกันเพื่อลดความเปราะบางจากแรงกระแทกภายนอกภูมิภาคได้ เพราะอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนและกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เราควรนำความหลากหลายในอาเซียนมาแปรเป็นโอกาสในการรองรับแรงกระแทก โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงาน จึงเป็นที่มาของการเร่งผลักดันโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เนื่องจาก สปป. ลาว มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำและพลังงานสะอาด ขณะที่ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างมีความต้องการใช้พลังงาน การเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งร่วมกันเพื่อรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป. ลาว ส่งผ่านไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ จะช่วยสร้างเสถียรภาพและดูดซับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ประเทศในภูมิภาคมีความต้องการใช้งานสูงขึ้น แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากภายนอก จึงจำเป็นต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาเซียนผลักดันการเจรจาความตกลงกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระบบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้เป็นต้นแบบ โดยอาศัยฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ในภูมิภาคเพื่อเติบโตไปด้วยกัน
ส่วนตลาดเงินและการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลนั้น ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยคิวอาร์โค้ด (Cross-border QR Payment) ระหว่างไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในไทยได้อย่างสะดวก เป็นการใช้เทคโนโลยีทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันในระดับภูมิภาค
“ผมไม่ได้ต้องการจำกัดการเติบโตอยู่เพียงแค่อาเซียนเท่านั้น ประเทศไทยต้องการเปิดตลาดใหม่สู่ภูมิภาคอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งเรากำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) สำหรับท่านที่อาจตั้งข้อสงสัยต่อระบบระเบียบระหว่างประเทศ แต่เราเชื่อมั่นในระบบระเบียบโลกที่เป็นธรรม (Rules-based Order) เราจึงมุ่งมั่นที่จะจับมือเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างภูมิภาคของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่นั้น ไทยเร่งใช้โอกาสจากการกระจายห่วงโซ่อุปทานดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตสูงถึงร้อยละ 47 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตเกินร้อยละ 10 ติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยภาครัฐได้ต่อยอดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้สู่การพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยผ่านโครงการ ‘Skill Bridge Program’ ร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน ดึงกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และเพิ่มผลิตภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตการลงทุนอย่างยั่งยืน















