PROPERTY

‘ภัณฑิล’ สังเกตการณ์c–ไอเอ็มเอฟ จี้รัฐบาลเปิดพื้นที่เสรีภาพ

‘ภัณฑิล’ สังเกตการณ์ม็อบต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ จี้รัฐบาลเปิดพื้นที่เสรีภาพ เลิกจัดฉากสร้างภาพ

วันนี้ (15 ต.ค. 69) นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของ ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ’ ว่า “ตนขอยืนยันในเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้สัญจร ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจึงใช้พื้นที่การจราจรเพียง 2 ช่องจราจรเท่านั้น ตอนนี้ตนคิดว่าควรเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนที่มาจากหลากหลายกลุ่มได้แสดงออก ทั้งในมิติสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองบริเวณสี่แยกคลองเตย ที่ดินราคาตารางวาละนับล้านบาท แต่พื้นที่ใกล้เคียงกลับมีชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานที่ขับเคลื่อนภาคบริการในพื้นที่ ทั้งพนักงานโรงแรมหรู ห้างร้าน ร้านอาหาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) และแม่บ้าน ซึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างจำกัดจำเขี่ยอยู่ในชุมชน”

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า เมื่อนักการเมืองหรือกลุ่มทุนต้องการดึงทุนขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน เงื่อนไขสำคัญที่เราต้องต่อสู้คือสิทธิในที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ในราคาที่ไม่แพง และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ซึ่งพวกเขาย่อมมีสิทธิที่จะออกมาเรียกร้องตามค่านิยมสากลของระบอบประชาธิปไตยในนานาอารยประเทศ ไม่ควรถูกปิดกั้น และควรสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองเราให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ผู้ชุมนุมมีเพียงหลักร้อยคน ไม่น่าจะมีอันตรายใด ๆ แต่ในทางกลับกัน ฝั่งตรงข้ามกลับมีการปิดถนนเพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจำนวนหลักพันคน ซึ่งตนมองว่าไม่ควรละเลยเสียงของประชาชน และควรเปิดช่องทางให้สัญจรได้ตามปกติ

“นอกจากนี้ ยังมีคนทำงานในฝั่งตรงข้ามสะท้อนปัญหาว่า บริษัทไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ตนมองว่ารัฐบาลควรคำนึงถึงเสียงของประชาชนมากกว่านี้ บางครั้งอาจมีความกระทบกระทั่งกันบ้างก็ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ควรเปิดพื้นที่ให้แสดงออก เพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตย และการแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ หากทุกอย่างถูกจัดฉากแบบผักชีโรยหน้าให้ดูสวยงาม นั่นคือสังคมเผด็จการ ตนไม่อยากเห็นภาพที่ทุกอย่างดูดีเพียงแค่การพูดคุยในห้องประชุม จึงขอตั้งคำถามว่าประเทศไทยขายอะไรในการประชุมครั้งนี้ ทำไมจึงไม่รับฟังเสียงของประชาชนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งตนมองว่าเป็นการมองปัญหาที่ผิดฝาผิดตัว” นายภัณฑิลระบุ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีความพยายามใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อช่วงเช้า นายภัณฑิลระบุว่า “การชุมนุมถือเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ได้ไปละเมิดใคร แม้เจ้าหน้าที่จะกำหนดว่าเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุม แต่ตนขอยืนยันว่าการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ไม่ได้ละเมิดสิทธิของคนอื่น ไม่ได้ส่งเสียงดังเกินไป และไม่ได้ปิดถนนทุกช่องจราจร โดยยังเปิดให้รถสัญจรผ่านได้ ซึ่งตนคิดว่าจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ในสัปดาห์หน้า ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ ประชาชนเดินทางมาโดยสันติ การปิดกั้นที่มากจนเกินไปจะยิ่งส่งผลเสียต่อรัฐบาลเอง แทนที่จะเปิดพื้นที่ให้คนได้แสดงความคิดเห็นเหมือนเช่นนานาอารยประเทศ”

นายภัณฑิลยังตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า การประชุมครั้งนี้รัฐบาลขายอะไร และประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ตนไม่ได้ต่อต้านความเจริญ แต่ต้องการให้รัฐบาลสื่อสารให้ชัดเจนว่าจะทำประโยชน์อะไรให้แก่ประชาชน เพราะเท่าที่เห็นคือมีแต่การประชุมแล้วสั่งปิดถนน ประชาชนเดินทางไปทำงานหรือสภาไม่ได้ ต้องทำงานจากที่บ้าน และเน้นโปรโมตเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งการมีผู้เข้าร่วมประชุมหลักพันคนจะมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดินและรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน นี่หรือคือผลงานของรัฐบาล และรัฐบาลต้องการอะไรจากการประชุมครั้งนี้กันแน่

นายภัณฑิลกล่าวถึงกรณีที่ไอเอ็มเอฟ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง ว่า “เขาก็พูดถึงเรื่องการสร้างงานและการจัดทำสวัสดิการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านพูดมาตลอด ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ ภาพภายนอกตอนนี้อาจดูดีที่มีคนมาร่วมประชุม แต่ภายในประเทศมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ดูอย่างพี่น้องเกษตรกรในบางพื้นที่ที่ต้องเผชิญปัญหาการลงทุนจากกลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่ หรือเมื่อเกิดน้ำท่วม สารเคมีจากโรงงานก็รั่วไหลลอยขึ้นมา พวกเขาเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีปากมีเสียง จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องรับฟังเสียงของพวกเขาอย่างจริงใจ”

นายภัณฑิลกล่าวทิ้งท้ายว่า “ประเทศที่เจริญแล้วเขาทราบดีว่า เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตนเห็นชาวต่างชาติเดินออกมาดูว่าประชาชนพูดคุยหรือเรียกร้องเรื่องอะไรกัน พวกเขาไม่อยากเห็นภาพการจัดฉาก แต่ต้องการพูดคุยกับผู้คนจริง ๆ นอกห้องประชุมเพื่อรับรู้สถานการณ์ที่แท้จริง ไม่อยากฟังเพียงการสื่อสารทางเดียวจากรัฐบาล ขอยืนยันว่าภาพลักษณ์ของประเทศจะดูดีกว่านี้มาก หากเราไม่ปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชน ตราบใดที่การเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน”

Related Posts

Send this to a friend