‘เอกนิติ’ ชูบทบาทไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
‘เอกนิติ’ ชูบทบาทไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ ข้ามกำแพงการค้า ฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เปิดตลาดใหม่ ดันอาเซียนเชื่อมโลก หวังสร้างความเชื่อมั่น เปลี่ยนเงินลงทุนเป็นโอกาสให้คนไทย ยกประชุม IMF–World Bank เป็น ‘โอลิมปิกการเงิน’ เปิดประตูสู่ชุมชน
วันนี้ (13 ต.ค. 69) เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนาระดับสูงของประเทศไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ (Thailand Host-Country Event) ภายใต้การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก เกี่ยวกับความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมี ดร. คริสตาลินา กอร์เกียวา (Dr. Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), นายอาเจย์ บังกา (Mr. Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และนางรีกกา ปูร์รา (Mrs. Riikka Purra) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศฟินแลนด์ ร่วมเสวนา
นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องความแตกแยกในโลกเวลานี้ เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวิธีการดำเนินธุรกิจของประเทศต่าง ๆ โดยในอดีต แต่ละประเทศหรือแต่ละบริษัทจะให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการเพิ่มความหลากหลายของตลาด เพื่อสร้างความสามารถในการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน ซึ่งมี 3 ช่องทางหลักที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ได้แก่ เส้นทางการค้า เส้นทางการเงิน และเส้นทางการลงทุน
นายเอกนิติกล่าวต่อถึงช่องทางแรกคือเส้นทางการค้าว่า สินค้าต่าง ๆ จะต้องหาทางเจาะเข้าไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่ยังเข้าไม่ถึง “เมื่อมีการตั้งกำแพง และเมื่อน้ำชนกำแพง สุดท้ายน้ำก็จะไหลเบี่ยงเบนไปทางอื่น” เช่น ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เคยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 50 แต่ในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา เราสามารถหาทางออกด้วยการปรับเปลี่ยนไปนำเข้าพลังงานจากแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกาแทนเพื่อแก้ไขปัญหา ดังนั้น เมื่อเจอกำแพงการค้า เราก็ต้องสร้างสะพานข้ามกำแพงเพื่อเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนช่องทางที่ 2 คือ ตลาดการเงิน นายเอกนิติระบุว่า ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้นทุนและอัตราดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศแตกต่างกัน และสะท้อนให้เห็นว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทยในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเพียงประมาณ 60 bps เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอกย้ำว่าไทยต้องยึดมั่นในการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด
สำหรับช่องทางที่ 3 คือ ช่องทางการลงทุน นายเอกนิติระบุว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนพยายามมองหาช่องทางกระจายความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และรัฐบาลต้องการผลักดันให้ตัวเลขคำขอเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริง ซึ่งจะต้องเร่งขจัดอุปสรรคในขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เม็ดเงินลงทุนในประเทศเติบโตได้ถึงร้อยละ 10
นายเอกนิติยังกล่าวถึงการสร้างขีดความสามารถและภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นแตกต่างกันตามขนาดของประเทศและนโยบาย ซึ่งเป็นลักษณะรูปตัวเค (K-shaped) โดยประเทศขนาดใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ หรือผู้เล่นรายใหญ่ จะอยู่ด้านบนของตัว K และได้รับประโยชน์มาก ขณะที่ประเทศขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะอยู่ด้านล่างของตัว K และฟื้นตัวได้ช้ากว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางจึงต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประสานความร่วมมือระหว่างผู้เล่นรายใหญ่กับผู้เล่นรายเล็ก เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทยและประเทศเล็ก ๆ เข้าด้วยกัน โดยเป็นตัวกลางที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล
นายเอกนิติชี้ว่า ไทยต้องสร้างความไว้วางใจในระดับโลกด้วยการยึดมั่นในระเบียบสากลและระบบที่อิงตามกฎเกณฑ์ (Rules-based Order) แม้ผู้เล่นรายใหญ่บางประเทศอาจไม่ยึดถือแล้ว แต่ไทยยังคงเชื่อมั่นและนำมาใช้ขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียนที่ยังเผชิญผลกระทบด้านพลังงานจากการพึ่งพาตะวันออกกลาง เราจึงต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดภายในอาเซียน เช่น สปป. ลาว ที่มีทรัพยากรพลังงานน้ำจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์มีความต้องการพลังงานสูง ประเทศไทยและมาเลเซียจึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมส่งผ่านพลังงานจาก สปป. ลาว ไปยังสิงคโปร์ได้ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายของอาเซียนให้เป็นพลังในการฟื้นตัวจากวิกฤต
นอกจากนี้ หากต้องการสร้างความไว้วางใจในระดับสากล จะต้องเริ่มต้นสร้างจากระดับท้องถิ่นภายในประเทศก่อน ซึ่งการที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีครั้งนี้ ถือเป็น ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ เป็นครั้งที่ 2 ของประเทศ จึงต้องใช้โอกาสนี้เปิดประตูรับการลงทุนและกระจายประโยชน์ไปสู่ระดับฐานราก เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและยกระดับทักษะแรงงานไทย ผ่านโครงการ ‘Thailand Skill Bridge’ พร้อมกำหนดมาตรการจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ ให้แก่คนไทย
เมื่อถามว่า ในยุคสมัยแห่งความแตกแยกนี้ ประเทศไทยและอาเซียนมีแนวคิดอย่างไรในการพัฒนาภูมิภาค นายเอกนิติมองว่า อาเซียนต้องเร่งเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเองให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับยุโรปที่มีการค้าภายในกลุ่มกว่าร้อยละ 60 รวมถึงต้องพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
เมื่อถามถึงความกังวลกรณีหลายประเทศใช้นโยบายกีดกันทางการค้ามากขึ้น นายเอกนิติระบุว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องร่วมมือกัน เพราะความเสี่ยงที่มีอยู่บังคับให้เราต้องทำงานหนักขึ้นในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยอาเซียนจำเป็นต้องใช้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันรับมือแรงกระแทก และต้องไม่จำกัดความร่วมมือไว้เพียงในภูมิภาค แต่ต้องเชื่อมต่อไปยังยุโรปและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสะพานข้ามกำแพงการค้า โดยใช้วัสดุและพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เราจำเป็นต้องฟื้นฟูระเบียบโลกกลับมา หากเราเชื่อในระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เชื่อในการค้าและการลงทุน เชื่อในการร่วมมือกัน และมุ่งยกระดับผลิตภาพของประชาชน เพราะในที่สุดเรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้านและวิกฤตจากสงคราม แต่ผมเชื่อว่าหากเรายังคงร่วมมือกัน เราจะสามารถรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่ เสริมพลังให้แก่ประชาชนทั้งในไทย อาเซียน ยุโรป และทั่วโลก เพื่อฟื้นฟูระเบียบโลกให้กลับคืนมา” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความไว้วางใจทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น โดยการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ชุมชนกว่า 37 ชุมชนทั่วประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตผ้าและงานหัตถกรรมสิ่งทอเพื่อใช้ตกแต่งสถานที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมระดับโลก และตระหนักว่าการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกทางการเงินจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและอนาคตของคนไทยให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง















