POLITICS

‘กรณ์’ เทียบเศรษฐกิจไทย 35 ปี จาก ‘ยุคทองเศรษฐกิจไทย’ สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’

‘กรณ์’ เทียบเศรษฐกิจไทย 35 ปี จาก ‘ยุคทองเศรษฐกิจไทย’ สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เตือนดอกเบี้ยต่ำบดบังความเสี่ยง–ขาดปัจจัยโตระยะยาว – ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่ล้มแรง แต่ค่อย ๆ ถอยโดยไร้สัญญาณเตือน

วันนี้ (12 ต.ค. 69) นายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนมุมมองพร้อมวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2534

นายกรณ์ระบุว่า ในฐานะคนไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งกำลังใจให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ อย่างไรก็ดี บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยในการเป็นเจ้าภาพทั้ง 2 ครั้งนี้ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในรอบ 35 ปี

นายกรณ์ย้อนความทรงจำในปี 2534 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มทำธุรกิจการเงินว่า เศรษฐกิจไทยในยุคนั้นขยายตัวเฉลี่ยราวร้อยละ 8 ต่อปี หลังจากที่เติบโตด้วยเลข 2 หลักติดต่อกัน 3 ปี ส่งผลให้เกิด ‘Animal Spirit’ หรือพลังความเชื่อมั่นในการลงทุนและความกล้าเสี่ยง จนดึงดูดให้คนไทยที่ศึกษาและทำงานต่างประเทศต่างเดินทางกลับมาสร้างอนาคตในบ้านเกิด

ในสายตาโลก ไทยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ที่ระดับ A ซึ่งสูงกว่าปัจจุบัน 2 ขั้น การเป็นเจ้าภาพในครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนรางวัลความสำเร็จและการเปิดตัวสู่เวทีการลงทุนโลก อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ชี้ว่า เศรษฐกิจยุคนั้นซ่อนความเปราะบางที่ถูกมองข้าม นั่นคือ

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงร้อยละ 7.7 ของ GDP

หนี้ต่างประเทศพุ่งสูงจาก 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเกือบ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียงปีเดียว

การตรึงค่าเงินบาท ทำให้ภาคธุรกิจกู้เงินต่างประเทศโดยไม่ระวังความเสี่ยง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในอีก 6 ปีต่อมา หรือปี 2540

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า เมื่อตัดภาพมาที่การเป็นเจ้าภาพในปี 2569 บรรยากาศกลับพลิกผันจากความตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นคำถามจากต่างชาติต่อสถานะ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ (Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช้ากว่ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) เกือบทั้งหมด

นายกรณ์ยังสะท้อนปัญหาโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้

โครงสร้างประชากรและหนี้สิน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยมีประชากรวัยทำงานลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ความเปราะบางของการลงทุน AI แม้ครึ่งแรกของปีนี้จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 37) โดยส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยี AI รวมถึงยอดอนุมัติแล้ว 1.31 ล้านล้านบาท แต่กลับสร้างงานให้คนไทยเพียง 82,000 ตำแหน่ง เนื่องจากอุปกรณ์หลักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากกระแส AI ของโลกสะดุด การลงทุนและการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงพร้อมกัน

กับดักดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับร้อยละ 1 ทำให้ภาครัฐและเอกชนรู้สึกว่าแบกรับหนี้ไหว ซึ่งเปรียบเสมือนกรณี ‘ค่าเงินบาทนิ่ง’ ในปี 2534 ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยแบบลวงตา ทั้งที่ดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในระดับต่ำตลอดไป

ปัญหางบประมาณขาดดุล งบประมาณรายจ่ายเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่การจัดเก็บรายได้โตตามไม่ทัน

นายกรณ์กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้อยู่ในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ ‘Animal Spirit’ ที่หายไปจากสังคมไทย ความรู้สึกว่าโอกาสอยู่ที่นี่ ที่เคยดึงดูดคนไทยกลับบ้านเมื่อ 35 ปีก่อน ได้เปลี่ยนเป็นสภาวะที่เยาวชนไทยและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง พยายามหาช่องทางย้ายไปตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ

“ปี 2534 ความเสี่ยงของเราคือล้มแรง แต่วันนี้ความเสี่ยงคือค่อย ๆ ถอย โดยไม่มีวันไหนที่สัญญาณเตือนดัง แบบหลังนี้แก้ยากกว่า เพราะไม่มีวิกฤตมาบังคับให้เราต้องลงมือ” นายกรณ์กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า แม้แขกผู้มีเกียรติจากทั่วโลกจะมองเห็นประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพ แต่นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนที่เคยพลาดการตั้งคำถามในปี 2534 ว่า “หากเรายังเดินต่อไปแบบนี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร”

Related Posts

Send this to a friend