POLITICS

‘เดชรัต’ เสนอรัฐเพิ่มเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วมเกษตรกรให้สอดคล้องความเสียหายจริง

‘เดชรัต’ เสนอรัฐเพิ่มเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรให้สอดคล้องความเสียหายจริง หลังน้ำท่วมกระทบพื้นที่เกษตร 1.74 ล้านไร่ เกษตรกรกว่า 1.5 แสนราย ชี้ปัญหาทั้งเยียวยาตกหล่น-ล่าช้า-เงินไม่พอ-ขาดทุนฟื้นฟู ด้าน ‘วีระยุทธ’ ชี้บางพื้นที่เตรียมพร่องน้ำรับมือได้ ย้ำรอบสองอย่าให้การจัดการล้มเหลวอีก

วันนี้ (7 ต.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชน มีการติดตามปัญหาอุทกภัยในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ โดยนายเดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำของพรรคประชาชน เสนอแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรว่า รอบนี้น้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม 1.74 ล้านไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบมากกว่า 1.5 แสนราย ปศุสัตว์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสัตว์ปีกได้รับผลกระทบ 12 ล้านตัว สุกรเสียหายกว่า 70,000 ตัว ส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบกว่า 50,000 ไร่ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะต้องทำโรงเรือนใหม่และปลูกต้นใหม่

นายเดชรัตกล่าวว่า เกษตรกรกังวล 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การเยียวยาตกหล่น เพราะไม่มีเล่มเขียว ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือขึ้นทะเบียนไม่ครบถ้วน 2. ความล่าช้าของกระบวนการภาคเกษตรที่ใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากต้องเดินสำรวจแปลง แต่เจ้าหน้าที่มีจำนวนจำกัด ทำให้ใช้เวลานาน 3. อัตราการช่วยเหลือไม่เพียงพอ โดยนาข้าวได้รับความช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ ไม้ผลได้รับความช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนโค กระบือ ได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัวต่อครอบครัว และสุกรไม่เกิน 10 ตัวต่อครอบครัว และ 4. การช่วยเหลือไม่ครบถ้วน เพราะเกษตรกรไม่ได้ต้องการเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวกลับมาใหม่ยังต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมและการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะเพียงพักชำระหนี้อาจไม่พอ เนื่องจากต้องการเงินหมุนเวียนเพื่อสร้างรายได้รอบใหม่

นายเดชรัตกล่าวว่า จึงอยากให้รัฐบาลปรับปรุงเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือให้รัฐบาลตั้งงบกลางเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปรับทบทวนข้อจำกัดในการลงทะเบียนเกษตรกร โดยสามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลการปลูกพืชจริงในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดภาระการเดินสำรวจ รวมถึงใช้เทคโนโลยีดาวเทียมหรือโดรนเข้ามาช่วย เพื่อให้การจ่ายเงินเร็วขึ้น และให้ผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำเกษตรกร

นายเดชรัตกล่าวต่อว่า ในส่วนเงินที่จะช่วยฟื้นฟู กระทรวงพาณิชย์ต้องควบคุมและจำกัดปัจจัยการผลิต เนื่องจากช่วงเวลานี้มักเจอปัญหาฉวยโอกาสขึ้นราคา สุดท้าย ธ.ก.ส. และรัฐบาลต้องหารือกันว่าจะมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างไร มีระยะเวลาปลอดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมอย่างไร หากทำเช่นนี้การช่วยเหลือจะมาถึงเกษตรกรอย่างเพียงพอ ครอบคลุมและไม่ล่าช้า สามารถฟื้นฟูได้

ด้านนายวงศธร สรณะ เจ้าของสวนทุเรียน กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสวนทุเรียนของตนเองว่า ที่ผ่านมาอาจมีน้ำท่วมประมาณ 3–4 วัน แต่รอบนี้ไม่ใช่ โดยทุเรียน 800 ต้น ไม่รู้ว่าจะรอดถึง 200 ต้นหรือไม่ และถึงแม้จะรอดมาได้ก็ไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ถือว่าเสียหายหนักมาก เพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่ทุเรียน แต่ยังมีผลผลิตอื่นที่เสียหายไปด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการขาดการแจ้งเตือนจากภาครัฐ หากได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าก็จะเตรียมการรับมือได้ดีกว่านี้ และความเสียหายก็จะไม่มากขนาดนี้ นอกจากนี้ ยังอยากขอให้ลดขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยา เพราะเอกสารหลายอย่างลอยน้ำไปหมดแล้ว

ขณะที่นางสาวจารุวรรณ ทวีวงศ์ เกษตรกรสวนทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีกล่าวว่า วันนี้ตนได้นำผู้ประสบภัยตัวจริงมาด้วย คือต้นทุเรียนที่ตายไปแล้ว ซึ่งมีมากถึง 400 ต้น และอยากถามทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องถอดบทเรียนอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่จะสอบผ่านในการบริหาร เพราะการบริหารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คือความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียวของรัฐบาล สามารถเรียกชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่

นางสาวจารุวรรณกล่าวต่อว่า ทุเรียน 1 ต้นใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 5 ปี และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับต้น ๆ รัฐบาลจะบริหารงานอย่างเข้มงวดโดยไม่ให้ผิดพลาดแบบนี้ได้อีกหรือไม่ในอนาคต และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกหรือไม่ แม้แต่ตนยังไม่รู้ว่าจะกล้าปลูกทุเรียนต่ออีกหรือไม่ในที่แปลงนี้ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่น และหากคนไม่กล้าปลูกทุเรียนจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างไร จะมีเม็ดเงินหายไปอีกเท่าไหร่ พร้อมกล่าวว่า “ลองนึกดูดี ๆ สอบให้ผ่านเสียทีกับการบริหารงาน”

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวเสริมว่า อย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นภัยธรรมชาติ เพราะบางพื้นที่บางจังหวัดมีการเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ ทำให้ตอนที่น้ำมาไม่กระทบหนักเกินไปและอยู่รอด เช่น จ. ตราด โดยเฉลี่ยภาพรวมดีกว่าจันทบุรี เพราะมีการเตรียมพร่องน้ำไว้ รอบแรกล้มเหลวไปแล้ว ตอนนี้คือการจัดการรอบที่สอง อย่าให้ล้มเหลวอีก เพราะยังอยู่ในมือท่านอยู่

Related Posts

Send this to a friend