‘วิชา’ มองฮั้วทางการเมืองเป็นพัฒนาการที่เลวร้าย ทําลายเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
‘วิชา’ มองฮั้วทางการเมืองเป็นพัฒนาการที่เลวร้าย ทําลายเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กลายเป็นเกมของกลุ่มทุน หากยอมให้ระบอบนี้ยังคงอยู่ ประชาธิปไตยจะถูกทําลายจนเผด็จการเข้ามา
วันนี้ (30 ก.ย. 69) ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมเสวนา “คดีฮั้ว สว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยราชบัณฑิตยสภา ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C
ศ.พิเศษ วิชา ระบุว่า เราไม่ค่อยได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยเท่าไรนัก เพราะไม่ทันใจ มีปัญหาเยอะแยะ มีการแสวงหาผลประโยชน์จากองค์กรทางการเมือง หรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองบางส่วน เราต้องช่วยกันประคับประคองระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพอย่างสุจริต เที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญต้องการ
สำหรับคําว่า “ฮั้ว” ภาษาจีน แปลว่า รวมหัว หรือร่วมมือกัน มีความหมายที่ดี ไม่ใช่ความหมายที่เลวเลย โดยกระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยเฉพาะศาลฎีกา ซึ่งมีการวางหลักไว้ถึงการฮั้วประมูล แนวทางแรกได้วินิจฉัยว่า การตกลงกันเป็นความคิดอิสระ หรือการทําสัญญาโดยเจตนารมณ์เสรี หากตกลงกันได้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ต่อมาเมื่อมีการฮั้วกันมากเข้า ยึดกุมอํานาจผู้รับเหมา จึงมีการวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานถึงปัจจุบันว่า การฮั้วประมูล เป็นการเสนอราคาที่ถือว่าขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะในทันที จากนั้น มีการออก พ.ร.บ. ตามมา ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงในอํานาจของ ป.ป.ช. โทษสูงสุดคือจําคุกตลอดชีวิต ร้ายแรงกว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีก
“คนเราโดยมากเข้าใจผิด โดยเฉพาะผู้รับเหมาว่า ฮั้วกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นไร ติดคุกตลอดชีวิตนะครับ แต่ราชทัณฑ์จะเปลี่ยนเป็นอะไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับศาล เพราะศาลถือว่ารุนแรงมาก เช่น คดีจํานําข้าวที่ตนเองเคยทํา เป็นการยึดกุมอํานาจในการเสนอราคา ทําให้ได้ไปโดยปราศจากการมีคู่แข่งขัน” ศ.พิเศษ วิชา กล่าว
ศ.พิเศษ วิชา กล่าวถึงการฮั้วทางการเมืองว่า อาจเรียกเป็นพัฒนาการที่เลวร้ายมาก เพราะเป็นเรื่องกลุ่มบุคคลหรือนักการเมือง รวมกันวางแผนจัดตั้ง หรือเลือกตั้ง ล็อกผลลัพธ์ทางการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของฝ่ายตนเอง รวมหัวกันเพื่อเอาเปรียบคนอื่น ให้ตัวเองได้รับประโยชน์ ตนเองคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งจําเป็น ไม่ควรปิดช่องทางเสียเลย เราสามารถทําไปพร้อมกันได้ หรือการนำเข้าศาลอื่น แม้บางอย่างจะหวังไม่ค่อยได้ หรือมีความหวังต่ำ หรือระดับปานกลาง แต่ดูแล้วไม่มีอะไรสูงเลย
กระบวนการฮั้วเลือก สว. จะเข้าไปสู่กระบวนการที่อาจขัดหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาคือการไต่สวนของ กกต. ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมหรือไม่ เพื่อให้การเลือกตั้งนั้นนําไปสู่การเรียกสํานวน เพื่อจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นผู้ดำเนินการ แต่การต้องถือสำนวนของ กกต. เป็นหลัก ก็ยังสามารถเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนที่ยังสงสัยได้หมด เหมือนศาลอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และคดีทุจริต ซึ่งจะเป็นระบบไต่สวน ถือสำนวนของ ป.ป.ช. เป็นหลัก สามารถไต่สวนจนสิ้นสงสัย ไม่มีระบบสงสัย แล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เหมือนคดีอาญา
“ถ้า กกต. ท่านใดชุดใด หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งชุดใด ไปคิดว่า ตนเองจะต้องพิสูจน์จนกว่าจะสิ้นสงสัย และถ้าสงสัยแล้วให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจําเลย ผิดอย่างมหันต์ ผิดอย่างถอนรากถอนโคน มันเป็นไปไม่ได้ในระบบการพิจารณาคดีทางการเมือง” ศ.พิเศษ วิชา
ศ.พิเศษ วิชา กล่าวต่อว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นการวางระบบทางการเมือง ที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม ในการกลั่นกรองของ กกต. จึงไม่ได้ใช้หลักต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย แต่ใช้การพิสูจน์ มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งต้องส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณา ใช้ดุลยพินิจว่า จะให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งหรือไม่
“กฎหมายไทยเป็นระบบผสม หรือจะเรียกว่ายําใหญ่ก็ได้ เห็นอะไรของเขาดีก็เอามาหมด แล้วก็เอามาใช้กับกระบวนการที่ส่วนมากเราขี้เกียจจะพิสูจน์ จะพิสูจน์อะไรกัน วุ่นวาย ปวดหัว เพราะฉะนั้น จะมีผู้พิพากษาที่ขี้สงสัยมาก ๆ ยกฟ้องเยอะ” ศ.พิเศษ วิชา มอง
ศ.พิเศษ วิชา มองกระบวนการดําเนินการที่ต้องทําให้ศาลเข้าใจในจุดแรกว่า คดีฮั้ว สว. เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวหลักของระบบเลือกตั้งกลไกตามรัฐธรรมนูญว่าให้เลือกกันเอง และเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ คำนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากการเลือก สส. ฟ้ากับเหว ไม่มีประชาชนทั่วไปมาลงคะแนน จึงเป็นช่องโหว่ที่ทําให้เกิดการฮั้ว เพราะมีการสมัครที่ไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง ขัดต่อหลักการเลือกสมาชิกโดยสุจริต แต่นี่เข้าไปโดยไม่ต้องการให้เลือกใครเลย แต่ฉันจะเลือกคุณ และมีโพยไว้เรียบร้อยแล้ว มีข้อตกลงกันแล้ว
ดังนั้น จึงมีการจ้างสมัครบล็อกโหวต ผลประโยชน์ หรือการเกณฑ์คน เครือข่ายทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ เพื่อทําหน้าที่เป็นหัวคะแนน หรือมาลงคะแนนกับผู้สมัครที่ถูกวางตัวไว้ คนที่เป็นผู้สมัครไม่มีเจตนาจะเป็น สว. เลย ต้องการเข้ามาโหวตตามคําสั่ง นี่ต้องนํามาอยู่ในสํานวนให้ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยเฉพาะโพยฮั้ว ที่ทําให้ผู้สมัครที่ตั้งใจเข้ามา ถูกตัดสิทธิออกไป ถูกน็อกกลางอากาศ เข้าไปก็ได้เฉพาะคะแนนที่ตัวเองลงเท่านั้น เมื่อไม่มีคะแนนจัดตั้งก็ไม่ได้คะแนนอะไรเลย และยังมีการจัดเลี้ยงและนัดแนะนอกรอบอีก
สิ่งเหล่านี้ทําลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบระบบมาเพื่อให้ได้ สว. เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ ที่หลากหลาย และมีความบริสุทธิ์ใจ เป็นหัวใจของการออกแบบ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ฮั้วกันแบบนี้หรอก แต่เป็นช่องโหว่ที่เกิดการแทรกแซง ทําการฮั้ว เป็นเกมของกลุ่มทุน และพรรคการเมืองบางพรรค ที่เข้ามากินรวบในสภาสูง เพราะเจตนารมณ์เขาต้องการให้มาเลือกคนในองค์กรอิสระ จึงทําให้อยู่ในมือ สว. จำนวนมาก แต่จะไม่พูดว่ากลุ่มของใคร เพราะท่านนายกฯ บอกว่าอย่าไปพูด ขอให้เข้าใจเอาเองแล้วกัน
ศ.พิเศษ วิชา มองว่า ขัดกับการคานอํานาจ เพราะวุฒิสภาควรทําหน้าที่เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ตรวจสอบการทํางานของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล รวมถึงแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถ้า สว. ได้มาเพราะการฮั้ว โดยเครือข่ายของกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง เท่ากับว่าพรรคการเมืองสามารถควบคุมกลไกการตรวจสอบทั้งหมดของประเทศไปโดยปริยาย
ทั้งยังขาดความยึดโยง และความชอบธรรมต่อประชาชน เพราะ สว. ที่เข้ามาโดยวิธีนี้ จะไม่ใช่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย แต่เป็นตัวแทนของคนที่อยู่เบื้องหลัง “มาจากระบบกระซิบใช่ไหมท่านนายกฯ” กลายเป็นผู้แทนจากอํานาจเงิน และอิทธิพล ที่กําหนดตัวแทน ส่งผลต่อกฎหมาย หรือการตัดสินใจต่าง ๆ ในอนาคต ที่ขาดความเชื่อถือ ขัดต่อหลักความศรัทธา เชื่อถือ และไว้วางใจต่อองค์กรแห่งรัฐ ที่จะถูกทําลายในทันที
ศ.พิเศษ วิชา ระบุว่า เมื่อขาดความไว้วางใจแล้ว ก็จะขาดจริยธรรมขององค์กร หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง ถ้าไม่ได้รับความไว้วางใจ ต้องถูกทําให้พ้นจากตําแหน่งในทันที ทําให้มีกระบวนการมาตรฐานทางจริยธรรมเข้ามา โดย ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา จะสร้างความเหลื่อมล้ำและทําลายระบบนิติรัฐ ปล่อยให้ผู้ทําผิดกฎหมาย ใช้อํานาจเงิน และอิทธิพล เข้าสู่กระบวนการอำนาจรัฐ บ่อนทําลายหลักนิติธรรมอย่างรุนแรงที่สุด ซึ่งควรจะต้องทําโดยปราศจากอําเภอใจ ใช้ดุลยพินิจ ไม่ทําอะไรที่ใช้อํานาจบาตรใหญ่ ยึดกุมอํานาจรัฐ คนดีที่ตั้งใจเข้ามาด้วยความรู้ความสามารถกลับไม่มีโอกาสเลย ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง ในระบอบประชาธิปไตย
“ถ้าเรายอมให้ระบอบอย่างนี้ยังคงอยู่ ระบอบประชาธิปไตยจะถูกทําลาย และระบอบเผด็จการที่เราไม่ต้องการจะเข้ามา ต้องแก้ไข ท่านผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าอยากให้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยคงอยู่ เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด 6 เดือนก็ช้าไปแล้ว ต้องภายใน 3 เดือน” ศ.พิเศษ วิชา ทิ้งท้าย













