POLITICS

‘วัส ติงสมิตร’ ชี้ 6 ช่องทางกฎหมายเอาผิด กกต.

‘วัส ติงสมิตร’ ชี้ ยังไม่เห็นเหตุผลรองรับ หลัง กกต. วินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ถามยืนบนหลักความเป็นกลางหรือไม่ ชี้ 6 ช่องทางกฎหมายเอาผิด กกต.

วันนี้ (30 ก.ย. 69) นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเสวนา “คดีฮั้ว สว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยราชบัณฑิตยสภา ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร C

นายวัส กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของ กกต. ในการวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ว่า คำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน จะเท่ากับการทำตามอำเภอใจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า กกต. ใช้อำนาจภายใต้วัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากเกินกว่านั้นคือตามอำเภอใจ

ปัญหาต่อมาคือ การใช้อำนาจของ กกต. กฎหมายกำหนดไว้ว่า กกต. จะต้องใช้มาตรฐานความเป็นกลาง 4 ประการ คือ สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ ส่วนของการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับว่า ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยมีเพียงพอให้ตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่หลักฐานอันควรเชื่อเพื่อให้ กกต. ลงมติว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ส่งไปยังศาลฎีกา จึงนำไปสู่คำถามว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ ซึ่งมาจากบรรทัดฐานที่ กกต. ลงมติเสียงข้างมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับยืดยาว แต่มีหลักเพียงว่า เอาเปรียบผู้อื่นและเป็นธรรมหรือไม่ แต่เหตุผลของ กกต. เมื่อการแถลงข่าววันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา กลับพบว่ายังไม่มีเหตุผลประกอบว่า ดำเนินการต่อหรือยุติเพราะเหตุใด

ส่วนทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ช่องทางแรก คือการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏบางกรณีที่ศาลฎีการับไปพิจารณา เช่น กรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว จึงเชื่อว่า หากผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาก็สามารถทำได้

สำหรับช่องทางที่สองคือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. แต่จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งที่ผ่านมามีแนวทางไม่แน่นอน

ช่องทางที่สามคือ การร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดแล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ ส่วนจะไปถึงขั้นถอดถอน กกต. เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรมได้หรือไม่นั้น นายวัสประเมินไว้ในระดับต่ำเนื่องจากใช้เวลานาน เพราะแม้แต่กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ทั้ง สว. และ สส. ได้ยื่นคำร้องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีดังกล่าว ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ นายวัส ตั้งข้อสังเกตว่า หากเข้าข่ายคดีอาญาแล้วหรือไม่

ช่องทางที่สี่ คือศาลอาญา และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการเอาผิดต่อ กกต. ในทางอาญา อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครในระดับอำเภอ แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้สมัคร สว. มากกว่า และไม่ได้มีผลต่อการลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่อย่างใด อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการกว่าสามชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ส่วนช่องทางที่ห้า คือช่องทางการร้องต่อศาลปกครองก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน และช่องทางที่หกคือการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ นายวัสมองว่าไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงความลับในการลงคะแนนของ สว. แต่อยู่ใน พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

Related Posts

Send this to a friend