POLITICS

‘สุดารัตน์’ นำของช่วยน้ำท่วม ‘แยกนิด้า-แฟลตคลองจั่น’ ชี้หนักสุดที่เคยเห็นใน กทม.

‘สุดารัตน์’ นำของช่วยน้ำท่วม ‘แยกนิด้า-แฟลตคลองจั่น’ ชี้หนักสุดที่เคยเห็นใน กทม. จี้เร่งสูบน้ำออกจากชุมชนใน ‘แอ่งกระทะ’ หวั่นท่วมขังเป็นสัปดาห์ เสนอรัฐตั้ง War Room บริหารวิกฤตเป็นระบบ ตั้งผู้ว่าฯ กทม.บัญชาการ-ผอ.เขตคุมพื้นที่ พร้อมเร่งเยียวยารถคนจนที่ไม่มีประกัน

วันนี้ (28 ก.ย. 69) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่บริเวณแยกนิด้า-แฟลตคลองจั่น เพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมกล่าวว่า ได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่แฟลต 5-8 และนำของเข้าไป 2 ลำ ซึ่งอย่างน้อย 3 แฟลตที่เข้าไปช่วยเหลือระบุว่าเป็นชุดแรกที่เข้าไปถึง ทั้งที่สถานการณ์น้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 4 แล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็น สส.ในพื้นที่นี้มานานกว่า 30 ปี และเคยเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องน้ำท่วม กทม.ตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2549 รวมถึงดูแลกรมชลประทาน ไม่เคยเห็นสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ที่หนักหนาเช่นนี้ และหากจะบอกว่าไม่ใช่มหาอุทกภัยก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร โดยต้องดูจากความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า แม้ฝนอาจซาลงและฟ้าเริ่มใส แต่ไม่ควรดีใจเพียงเพราะเห็นถนนสายหลักน้ำแห้ง เพราะจากการลงพื้นที่ตั้งแต่เขตบึงกุ่ม สะพานสูงและบางกะปิ พบหมู่บ้านเก่าและหมู่บ้านดั้งเดิมหลายร้อยแห่งตามซอย รวมถึงชุมชนริมคลองที่ยังมีน้ำท่วมสูงถึงคอถึงหัว แต่ไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือ จึงเสนอให้สำนักงานเขตฝั่งตะวันออกและฝั่งเหนือเร่งสำรวจพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกและฝั่งเหนือมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ และมีพื้นที่ลักษณะเป็นหลุม ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกได้

“แม้ถนนใหญ่จะแห้งแล้วแต่น้ำในชุมชนอาจท่วมขังต่อไปอีกเป็นสัปดาห์ จึงต้องเร่งสูบน้ำออกและเข้าสู่ระบบระบายน้ำ เพราะหลายชุมชนมีน้ำเน่าแล้ว การแก้ปัญหาต้องมองเข้าไปถึงพื้นที่ในซอยและชุมชน ไม่ใช่เฉพาะถนนสายหลัก เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนอยู่ในหลายร้อยหมู่บ้าน” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ยังเสนอว่าการบริหารสถานการณ์ต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยในระดับประเทศ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมน้ำท่วม และมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาอยู่ในวอร์รูม

ส่วนระดับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ควรมีผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยให้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้บัญชาการและมีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ภายใต้การสั่งการของผู้ว่าฯ เพื่อให้สามารถสั่งการได้ทั้งหมด ไม่ใช่การสัมภาษณ์หน่วยงานหนึ่งแล้วโยนว่าเป็นหน้าที่ของ กทม.จนประชาชนสับสนและความช่วยเหลือไปไม่ถึงพื้นที่

ส่วนระดับเขต คุณหญิงสุดารัตน์เสนอให้ตั้งผู้อำนวยการเขตเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ประจำเขต และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใต้การสั่งการ โดยมีภารกิจหลัก 3 เรื่อง คือช่วยเหลือประชาชน ระบายน้ำท่วมและจัดการความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ พร้อมให้ข้อมูลจากแต่ละเขตรายงานขึ้นไปแบบเรียลไทม์และแม่นยำ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ว่าจุดใดจำเป็นต้องของบฉุกเฉิน หรือดำเนินการเรื่องใดเป็นพิเศษ โดยมีการรายงานต่อเนื่องขึ้นไปถึงวอร์รูมระดับประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างทันสถานการณ์และมีการกระจายอำนาจที่ชัดเจน

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวด้วยว่า ไม่อยากโทษใคร เพราะทุกคน ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและข้าราชการ ต่างตระหนกอยู่แล้ว แต่อาจต้องตั้งหลักและสร้างกลไกการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชน โดยยกตัวอย่างพื้นที่ที่ลงไปดู ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่มีสิ่งของช่วยเหลือไม่ถึง 500 เมตร แต่ชาวบ้านระบุว่า 4 วันแล้วไม่มีใครเข้าไปช่วย ทั้งที่บริเวณจุดรับของกลับมีสิ่งของเหลืออยู่จำนวนมาก สะท้อนปัญหาการบริหารจัดการที่ทำให้ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง

สำหรับการเยียวยา คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า นอกจากความเสียหายของบ้านและทรัพย์สินภายในบ้านแล้ว ยังต้องดูแลความเสียหายของรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ารถส่วนใหญ่มีประกันและจะเร่งประสานบริษัทประกันนั้น ต้องคำนึงถึงรถของประชาชนที่มีรายได้น้อยซึ่งไม่มีประกัน หรือหากมีก็เป็นประกันชั้น 2 ที่ไม่ครอบคลุมความเสียหายลักษณะดังกล่าว จึงอยากให้พิจารณาช่วยเหลือกลุ่มนี้ด้วย และแก้ระเบียบทั้งของ กทม.และกระทรวงมหาดไทยให้ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง

เมื่อถามถึงความเสียหายของรถและการฟื้นฟูหลังน้ำลด คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หากมีวอร์รูมก็สามารถบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ขณะนี้สถานการณ์กลายเป็นไม่รู้และสับสน โดยย้ำจากสิ่งที่เห็นในพื้นที่ว่ามีสิ่งของช่วยเหลือกองอยู่จำนวนมาก แต่ห่างออกไปเพียง 500 เมตรกลับไม่มีสิ่งของเข้าไปถึงประชาชน และตั้งคำถามว่า “มันเป็นไปได้อย่างไร”

Related Posts

Send this to a friend