ปชป. ซัดรัฐบาลบริหารวิกฤตน้ำมันล้มเหลว หลังราคาต้นทุนลด แต่ราคาขายปลีกเพิ่ม
ปชป. ซัดรัฐบาลบริหารวิกฤตน้ำมันล้มเหลว หลังราคาต้นทุนลด แต่ราคาขายปลีกเพิ่ม ขณะกองทุนน้ำมันหนี้สะสมเกือบแสนล้าน แนะ สนับสนุนการผลิตพลังงานชีวภาพในประเทศ
วันนี้ (25 ก.ย. 69) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศว่า ขณะนี้โครงสร้างราคาน้ำมันไทยกำลังแสดงสัญญาณ “ผิดปกติอย่างชัดเจน” หลังพบราคาต้นทุนลดลง แต่ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้น
ล่าสุดวานนี้ (24 ก.ย.) ราคาหน้าโรงกลั่นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 อยู่ที่ 37.49 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร ขณะที่วันที่ 21 กันยายน ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 39.33 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายความว่า แม้ต้นทุนลดลงเกือบ 2 บาทต่อลิตร แต่ราคาปลีกกลับเพิ่มขึ้นเกือบ 1 บาทต่อลิตร นี่คือความผิดปกติที่ต้องมีคำอธิบาย เพราะราคาต้นทุนวันนี้ถูกกว่า 4 วันก่อน แต่ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายกลับแพงกว่า
ความไม่สอดคล้องดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ล้มเหลว โดยเฉพาะการปรับลดหรือเพิ่มการชดเชยในแต่ละวัน เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง กองทุนกลับลดการชดเชยเพื่อชำระหนี้ ทำให้ราคาขายปลีกไม่ลดลงตาม แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น กลับเพิ่มราคาขายปลีกทันที ส่งผลให้ประชาชนมีแต่เจ๊า หรือเจ๊ง
หลักการบริหารกองทุนน้ำมันที่ดีควรทำให้ราคาน้ำมัน “ผันผวนให้น้อยที่สุด” สำหรับประชาชน โดยเมื่อราคาหน้าโรงกลั่นลดลง ราคาขายปลีกควรลดลงตาม และกันเงินบางส่วนเข้ากองทุนเพื่อสำรองไว้ เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นปรับขึ้น กองทุนควรช่วยตรึงราคาให้มากที่สุด
ส่วนสถานะหนี้สะสมของกองทุนน้ำมันที่ใกล้แตะระดับเกือบแสนล้านบาท เป็นสัญญาณความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 กองทุนไม่สามารถล้มละลายได้ รัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น อัดฉีดงบประมาณ กู้เงินเพิ่ม ปรับโครงสร้างจัดเก็บเงินเข้ากองทุน หรือลดการชดเชย ซึ่งล้วนเป็นภาระที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนระยะยาว ไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
นอกจากนี้ วานนี้ยังเป็นวันครบกำหนดการยกเลิกการอุดหนุนน้ำมันชีวภาพจากกองทุนน้ำมันตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 แต่รัฐบาลชดเชยนํ้ามันชีวภาพผ่านกองทุนนํ้ามัน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย
พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบชีวภาพ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของน้ำมันชีวภาพ เป็นเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แต่ไม่ควรผลักภาระทั้งหมดให้กองทุนน้ำมัน และไม่ควรกลายเป็นภาระต่อประชาชน จึงเสนอรัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรโดยตรง และควรพิจารณาใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เปลี่ยนผ่านพลังงานในการสนับสนุนการผลิตพลังงานชีวภาพในประเทศ













