‘เอกนิติ‘ สั่ง บอร์ด Connect the Dots สกัดเงินเทาใน 30 วัน
‘เอกนิติ‘ สั่ง บอร์ด Connect the Dots ขีดเส้นเชื่อม 7 หน่วยงานหลัก สกัดเงินเทาใน 30 วัน ตรวจสอบเส้นเงิน – อายัดบัญชีรวดเร็วขึ้น
วันนี้ (15 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ครั้งที่ 2 ปี 2569 หรือ บอร์ด Connect the Dots เปิดเผยว่า ที่ประชุมมอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังรับหน้าที่จัดทำแผน (Masterplan) ในการทำฐานข้อมูลกลาง บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการป้องกันความเสี่ยงธุรกรรมการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นเงิน และทำให้การอายัดทรัพย์สินทำได้รวดเร็วขึ้น
โดยหน่วยงานที่จะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าด้วยกันประกอบด้วย 7 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมธนาคารไทย ให้เข้ามาบูรณาการเชื่อมโยงเป็นจุดเดียว โดยจะเคาะทั้งรูปแบบ และกรอบงบประมาณของโครงการให้ชัดเจนภายใน 30 วัน
ทั้งนี้ การจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะช่วยเรื่องธุรกรรมทางการเงินแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังนำไปต่อยอดยกระดับการประเมินสินเชื่อ ช่วยให้ประชาชนกลุ่มที่ขาดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และการบริการทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ยังเป็นการวางรากฐานการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้มีมาตรฐาน และความปลอดภัยสูงขึ้น เพื่อสกัดกั้น และปิดทุกช่องทางในการไหลผ่านของเงินเทา และกระบวนการสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ระบบอัตโนมัติ (Automated Data Sharing) จากเดิมที่เป็นการประสานงาน และส่งข้อมูลแบบเฉพาะหน้า (ad-hoc) หรือการกรอกข้อมูลด้วยมือ (manual) ไปสู่การดีไซน์ระบบกลางที่สามารถแชร์และส่งข้อมูลระหว่างกันได้โดยอัตโนมัติ รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง
โดยระบบจะแชร์ข้อมูลในลักษณะนิรนาม (Anonymous) เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล แต่เปิดให้เห็นทิศทาง และเส้นทางการไหลของเงิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตาม วิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึก และอายัดบัญชีต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามา
เพื่อลดขั้นตอนความซับซ้อนของประชาชน ระบบใหม่จะทำการเชื่อมข้อมูลในทุกช่องทางการรับแจ้งเหตุเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะแจ้งผ่านสายด่วน 1441, สถานีตำรวจ หรือธนาคารพาณิชย์ โดยจะรวมเป็น “Case ID” เดียวกันในฐานข้อมูลกลาง ทำให้ประชาชนไม่ต้องแจ้งเคสซ้ำหลายแห่งหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้ จะมีการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบทั้งการยืนยันตัวตน (KYC) และการตรวจสอบข้อเท็จจริง และสถานะเชิงลึก (EDD) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลักทรัพย์ และสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) เพื่อตรวจจับธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับรายได้หรือโปรไฟล์ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการตรวจสอบ และสั่งอายัดบัญชี จะยึดหลักการตามเส้นทางเงินไม่ว่าปลายทางของเงินจะถูกโอนไปยังกลุ่มนอมินี หรือผู้เปลี่ยนสัญชาติหรือไม่ก็ตาม
สำหรับการป้องกันบัญชีของประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกอายัด จากการต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลอกลวง เพียงประชาชนนำหลักฐานมาชี้แจงที่มาของเงินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หน่วยงานจะดำเนินการปลดล็อกบัญชีให้ทันที
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงการคลัง และ ธปท. ยังได้ร่วมมือกับสมาคมผู้ค้าทองคำในการจัดทำมาตรฐาน และบังคับใช้กฎหมายกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อปิดช่องทางการถ่ายเทเงินเทาด้วย













